สนธิสัญญาทางไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
ระหว่าง
ราชอาณาจักรไทยกับสหรัฐอเมริกา
********
ราชอาณาจักรไทยและสหรัฐอเมริกา มีความปรารถนาที่จะส่งเสริมความ
สัมพันธ์ฉันมิตรซึ่งมีอยู่ตามประเพณีนิยมระหว่างทั้งสองฝ่าย และที่จะเกื้อหนุน
การค้า อันเป็นคุณประโยชน์ซึ่งกันและกัน และความเกี่ยวพันทางเศรษฐกิจและ วัฒนธรรม
ระหว่าง ประชาชน ของทั้งสองฝ่ายให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น จึงได้ตกลงทำสนธิสัญญาทาง
ไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และเพื่อความมุ่งประสงค์นั้น ได้แต่งตั้งผู้มี
อำนาจเต็มคือ
ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย
-
ฯพณฯ ถนัด คอมันตร์
-
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ฝ่ายประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา
-
ฯพณฯ แกรแฮม มาร์ติน
-
เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม
-
แห่งสหรัฐอเมริกา ประจำราชอาณาจักรไทย
ทั้งสองฝ่าย เมื่อได้ส่งหนังสือมอบอำนาจเต็มให้แก่กันและกัน
และได้ตรวจ เห็นว่าเป็นไปตามแบบที่ถูกต้องแล้ว ได้ทำความตกลงกันดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
๑. ภายในบังคับแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการเข้ามาและการพำนักของ
คนต่างด้าว คนชาติของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้รับอนุญาตให้เข้ามาในอนาณาเขต
ของภาคีอีก ฝ่ายหนึ่งให้เดินทางในอาณาเขตนั้นโดยเสรี และให้มีถิ่นที่อยู่
ณ ที่ที่ตน เลือก และโดย เฉพาะอย่างยิ่งให้เข้ามาในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งและคงอยู่ใน
อาณาเขตนั้น เพื่อความมุ่งประสงค์ ที่จะ (ก) กระทำการค้าระหว่างอาณาเขตของภาคี
ทั้งสอง และ ประกอบกิจกรรมทางพาณิชย์ที่เกี่ยวเนื่อง หรือ (ข) พัฒนาและอำนวย
การการดำเนิน งานวิสาหกิจซึ่งตนได้ลงทุนไว้หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการ อย่างจริงจังในการลงทุน
ด้วยทุนจำนวนมาก ภาคีแต่ละฝ่ายสงวนสิทธิที่จะห้าม คนต่างด้าวเข้า กำกัดการเคลื่อน
ไหวของคนต่างด้าว หรือขับไล่คนต่างด้าว โดยอาศัย เหตุเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
ศีลธรรม สุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน บทแห่งข้อ (ข) ข้างต้นนั้น ให้แปลความว่าขยายไปถึงคนชาติของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ซึ่ง แสวงที่จะเข้ามาใน อาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งเฉพาะเพื่อความมุ่งประสงค์
ที่จะพัฒนา และอำนวยการ การดำเนินงานวิสาหกิจในอาณาเขตของภาคีอีก ฝ่ายหนึ่งนั้น
ซึ่งนายจ้างของตนได้ ลงทุนไว้หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการอย่าง จริงจังในการลงทุนด้วยทุนจำนวนมาก
โดยมีเงื่อนไขว่า นายจ้างนั้นเป็นคนชาติ หรือบริษัทที่มีสัญชาติ เดียวกับผู้ขอและ
ผู้ขอเป็นผู้รับจ้าง คนชาติหรือบริษัทนั้น ในตำแหน่งฐานะที่มีความ รับผิดชอบ
๒. คนชาติของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดภายในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งจะ
ได้รับความคุ้มครอง และความมั่นคงเป็นเนืองนิตย์ ซึ่งไม่ว่าในกรณีใดจะไม่น้อยกว่า
ที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ เมื่อคนชาติเช่นว่านั้นผู้ใดถูกคุมขัง ก็ให้ได้รับ
ผลประติบัติในทุก ทางตามสมควร และอย่างมีมนุษยธรรม และเมื่อผู้นั้นเรียกร้อง
ก็ให้ แจ้งให้ผู้แทนทางทูตหรือ ทางกงสุลแห่งประเทศของผู้นั้นทราบโดยทันที
และให้ โอกาสอย่างเต็มที่ที่จะพิทักษ์รักษาผล ประโยชน์ของผู้นั้น คนชาติผู้นั้น
จะได้รับ แจ้งข้อกล่าวหาที่ตั้งแก่ตโดยพลัน และจะได้รับ ความสะดวกมากพอ ที่จะสู้คดี
๓. คนชาติของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้อุปโภคเสรีภาพบริบูรณ์ในทาง
ความนึกคิดในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง และภายในบังคับแห่งกฎหมาย กฎ และ
ข้อบังคับที่ใช้อยู่จะได้อุปโภคสิทธิในการปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ
ของตน ทั้งที่เป็นการส่วนตัวและเป็น การสาธารณะ
ข้อ ๒
๑. บริษัทที่ตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายและข้อบังคับที่ใช้อยู่ของภาคีฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายใด ให้ถือว่ามีสัญชาติของภาคีนั้น และให้สถานภาพทางกฎหมายของบริษัทดังกล่าวได้รับ
การยอมรับนับถือภายในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ตามที่ใช้ในสนธิสัญญานี้
"บริษัท" หมายถึง
ก. เมื่อกล่าวถึงบริษัทไทย ได้แก่นิติบุคคลภายใต้กฎหมายไทย
ไม่ว่าจำกัด ความรับผิดหรือไม่ และไม่ว่าเพื่อผลกำไรเป็นเงินหรือไม่
ข. เมื่อกล่าวถึงบริษัทสหรัฐ ได้แก่บรรษัท ห้างหุ้นส่วน
บริษัทและสมาคม อื่นๆ ไม่ว่าจำกัดความรับผิดหรือไม่ และไม่ว่าเพื่อผลกำไรเป็นเงินหรือไม่
๒.
คนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเข้าถึงศาลยุติธรรมและทบวง การฝ่ายบริหารโดยเสรีในทุกระดับอำนาจภายในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
ทั้งใน การป้องกัน และในการเรียกร้องสิทธิของตน การเข้าถึงเช่นว่านี้ จะยอมให้กระทำได้
ตามข้อกำหนด ที่เป็นการอนุเคราะห์ไม่น้อยกว่าที่ใช้แก่คนชาติ และบริษัทของภาคีอีก
ฝ่ายหนึ่งนั้น หรือของ ประเทศที่สามใด รวมทั้งข้อกำหนดที่ใช้กับหลักเกณฑ์ในการ
วางหลักประกัน เป็นที่เข้าใจกันว่า บริษัทซึ่งมิได้ประกอบกิจกรรมภายในประเทศจะ
ได้อุปโภคสิทธิในการเข้าถึงเช่นว่านั้น โดยไม่จำต้องมีการจดทะเบียนหรือดำเนินการ
ให้เป็นบริษัทตามกฎหมายภายใน
๓. สัญญาที่ได้กระทำขึ้นระหว่างคนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกับ
คนชาติและบริษัทของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้มีการระงับข้อขัดแย้งโดยการ
อนุญาโตตุลา การ จะไม่ถือว่าใช้บังคับไม่ได้ภายในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งนั้น
โดยอาศัยเหตุเพียงว่า ถิ่นที่กำหนดไว้สำหรับกระบวนพิจารณาในการอนุญาโตตุลาการ
อยู่นอกอาณาเขตนั้น หรือว่าสัญชาติของอนุญาโตตุลาการคนหนึ่งหรือหลายคนไม่ใช่
สัญชาติ ของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งนั้น คำชี้ขาดใดที่ได้ให้โดยถูกต้องตามสัญญาใดเช่นว่านี้
และถึงที่สุด และใช้บังคับได้ภายใต้กฎหมาย ของถิ่นที่ได้ให้คำชี้ขาดจะไม่ถือว่าไม่
สมบูรณ์หรือ ถูกปฏิเสธวิธีการอันมีประสิทธิภาพในการใช้บังคับภายในอาณาเขต
ของภาคีฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใดโดยอาศัยเหตุเพียงว่าถิ่นที่ที่ได้ให้คำชี้ขาดนั้นอยู่นอก
อาณาเขตเช่นว่า หรือว่าสัญชาติของอนุญาโตตุลาการคนหนึ่งหรือหลายคน ไม่ใช่สัญชาติของภาคีนั้น
ข้อ ๓
๑.
ภาคีแต่ละฝ่ายจะประสาทให้ผลประติบัติอันเป็นธรรมและเที่ยงธรรมทุกเมื่อ แก่คนชาติและบริษัทของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
และแก่ทรัพย์สินและวิสาหกิจของคนชาติ และ บริษัทนั้น จะละเว้นจากการใช้มาตรการอันไม่สมเหตุผล
หรือเป็นการเลือก ประติบัติซึ่ง อาจทำให้ เสื่อมเสียสิทธิและผลประโยชน์ที่ได้มาแล้วตามกฎหมาย
และจะให้ความมั่นใจ ว่าสิทธิตามสัญญาอันชอบด้วยกฎหมายของคนชาติและบริษัท เหล่านั้นจะได้มีวิธีการ
อันมีประสิทธิภาพ ในการใช้บังคับตามกฎหมายที่ใช้อยู่
๒. ทรัพย์สินของคนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
รวมทั้ง ผลประโยชน์ ทางตรงหรือทางอ้อมในทรัพย์สินจะได้รับความคุ้มครองและความ
มั่นคงเป็นเนืองนิตย์ ภายในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ทรัพย์สินนั้นจะไม่ถูก
เอาไปโดยปราศจากกระบวน การทางกฎหมายที่ถูกต้องหรือโดยปราศจากการชำระ ค่าทดแทนที่ยุติธรรมตามหลัก
กฎหมายระหว่าง ประเทศ
๓. การเข้าไปหรือการทำความรบกวนในเคหสถาน
สำนักงาน คลังสินค้า โรงงาน และสถานที่อื่นของคนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ที่ตั้งอยู่ ภายในอาณาเขต ของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง จะกระทำมิได้โดยปราศจากเหตุอันสมควร
การค้นและการตรวจเป็น ทางการ ซึ่งสถานที่เช่นว่า และสิ่งที่มีอยู่ในสถานที่นั้น
จะกระทำได้ก็แต่โดยอาศัย กฎหมายและโดยคำนึงอย่างรอบคอบถึงความสะดวก ของผู้ครอบครองและการดำเนิน
ธุรกิจ
ข้อ ๔
๑. คนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้รับผลประติบัติอย่างคนชาติ
ในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดตั้งตลอดจนการได้มาซึ่งผลประโยชน์ในวิสาหกิจทุกประเภท
เพื่อประกอบกิจกรรมทางพาณิชย์ อุตสาหกรรม การคลัง และธุรกิจอื่น ภายในอาณาเขต
ของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
๒.
ภาคีแต่ละฝ่ายสงวนสิทธิที่จะห้ามคนต่างด้าวมิให้จัดตั้งหรือได้มาซึ่งผล ประโยชน์หรือที่จะจำกัดขอบเขตที่คนต่างด้าวอาจจัดตั้งหรือได้มาซึ่งผลประโยชน์ใน
วิสาหกิจซึ่ง ประกอบการภายในอาณาเขตของตน ในการคมนาคม การขนส่ง การหน้าที่
รับดูแลทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การธนาคารที่เกี่ยวกับการ หน้าที่รับฝากเงิน
การแสวงหาประโยชน์ จากที่ดิน หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น หรือในการค้าภายใน
เกี่ยวกับผลิตผลทางเกษตรพื้นเมือง โดยมีเงื่อนไขว่า ภาคีนั้นจะต้องประสาทให้
ผลประติบัติในเรื่องนี้แก่คนชาติและบริษัทของภาคี อีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นการอนุเคราะห์
ไม่น้อยกว่าที่ได้ประสาทให้แก่คนชาติ และบริษัทของประเทศ ที่สามใดๆ
๓. บทแห่งวรรค
๑ ไม่รวมถึงการประกอบวิชาชีพ หรืออาชีพที่ได้สงวนไว้ สำหรับคนชาติของภาคีแต่ละฝ่าย
๔. วิสาหกิจซึ่งคนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจัดตั้งหรือได้มา
หรืออาจจัดตั้งหรือได้มาในภายหลังภายในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งและซึ่ง
คนชาติและบริษัท นั้นเป็นเจ้าของหรือควบคุมไม่ว่าในรูปของการเป็นเจ้าของโดย
เอกเทศในรูปของสาขาโดยตรงหรือบริษัทที่ได้ก่อตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของภาคี
อีกฝ่ายหนึ่งนั้น จะได้รับอนุญาต ให้ดำเนินกิจกรรมของตนโดยเสรีในอาณาเขตนั้น
ตามข้อกำหนดที่เป็นการอนุเคราะห์ ไม่น้อยกว่าที่ให้ แก่วิสาหกิจอย่างเดียวกัน
ซึ่งคนชาติของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นหรือประเทศ ที่สามใดเป็นเจ้าของ หรือควบคุม
๕. คนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้อุปโภคสิทธิที่จะควบคุม
และจัดการวิสาหกิจซึ่งตนได้จัดตั้งหรือได้มาภายในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
และจะได้รับ อนุญาตโดยปราศจากการเลือกประติบัติให้ทำสิ่งทั้งปวงซึ่งโดยปกติ
ถือว่าจำเป็นและบังควรแก่การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพของวิสาหกิจที่ประกอบ
กิจกรรมอย่างเดียวกัน
๖. คนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ที่ใช้อยู่ให้ว่าจ้างพนักงานบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการอื่น พนักงานบริหาร
ผู้แทนทางกฎหมาย ตัวแทน และผู้ชำนัญพิเศษอื่นที่ตนเลือก ภายในอาณาเขต ของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
นอกจากนั้น คนชาติและบริษัทเช่นว่าจะได้รับอนุญาตให้ ว่าจ้างพนักงานบัญชีและ
ผู้เชี่ยวชาญทาง วิชาการอื่น โดยไม่คำนึงถึงขอบเขต คุณสมบัติที่บุคคลเหล่านั้นอาจมี
สำหรับการประกอบวิชาชีพ ภายในอาณาเขต ของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เพื่อความมุ่ง
ประสงค์เฉพาะที่จะทำ การตรวจ การตรวจ สอบบัญชีและการสอบสวนทางวิชาการ เพื่อความมุ่งประสงค์เป็น
การภายใน โดยจำเพาะสำหรับและที่จะเสนอรายงานต่อ คนชาติและบริษัทเช่นว่านั้น
ในส่วนที่ เกี่ยวกับการวางแผน และการดำเนินงานวิสาหกิจ ของตนภายในอาณาเขตนั้น
ข้อ ๕
๑.
คนชาติและบริษัทของภาคฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้รับผลประติบัติอย่างคนชาติ ภายในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับ
(ก) การเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องการเพื่อเป็นที่อยู่ของตน หรือเพื่อการดำเนินกิจกรรมตามสนธิสัญญานี้
(ข) การซื้อและการได้มา โดยวิธีการอื่นซึ่งสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด ภายในบังคับแห่งข้อ
จำกัดใดว่าด้วยการได้มาซึ่ง หุ้นส่วนในวิสาหกิจที่อาจตั้งบังคับโดยสอดคล้องกับข้อ
๔ และ (ค) จำหน่ายทรัพย์สินทุกชนิด โดยการขาย โดยพินัยกรรม หรือโดยวิธีอื่น
๒.
คนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้มีสิทธิภายในอาณาเขต ของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเดียวกันกับคนชาติและบริษัทของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งนั้น
ในเรื่องสิทธิ บัตร สำหรับการนิมิต เครื่องหมายการค้า ชื่อการค้า แบบแผนและลิขสิทธิ์
ในงานวรรณกรรมและศิลปกรรม เมื่อได้ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้อยู่
ถ้าหากมี
ข้อ ๖
๑. คนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะไม่อยู่ในบังคับของการชำระ
ภาษีค่าธรรมเนียม หรือค่าภาระ ภายในอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง หรือของ ข้อกำหนดในเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียกเก็บ
และการเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม หรือค่าภาระ เช่นว่านี้ อันเป็นภาระหนักกว่าที่คนชาติ
ผู้มีถิ่นที่อยู่ และบริษัทของประเทศที่สามใด ได้รับในกรณี คนชาติของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีถิ่นที่อยู่ภายในอาณาเขตของภาคี
อีกฝ่ายหนึ่ง และบริษัท ของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประกอบการค้าหรือการหากำไร
โดยวิธีอื่นหรือกิจกรรมที่ไม่ก่อให้ เกิดผลกำไรภายในอาณาเขตนั้น ภาษี ค่าธรรมเนียม
ค่าภาระ และข้อกำหนดเช่นว่า จะไม่เป็นภาระหนักว่าที่คนชาติและบริษัทของภาคี
อีกฝ่ายหนึ่งนั้นได้รับ
๒. อย่างไรก็ดี
ภาคีแต่ละฝ่ายสงวนสิทธิที่จะ (ก) ขยายอาณาประโยชน์ทางภาษี เฉพาะอย่างยิ่งให้เพียงแต่ตามมูลฐานแห่งการถ้อยทีถ้อยปฏบัติต่อกัน
หรือตามความ ตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน หรือเพื่อการคุ้มครองรายได้ซึ่งกันและกัน
และ (ข) ใช้บทพิเศษใน การขยายอาณาประโยชน์ให้แก่คนชาติและผู้มีถิ่นที่อยู่ของตน
ในส่วนที่ เกี่ยวกับการแสดงราย การร่วมกันของสามีและภรรยา และในเรื่องข้อยกเว้น
ที่มีลักษณะส่วนตัวซึ่งยอมให้แก่ผู้ไม่ มีถิ่นที่อยู่ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเงินได้
และภาษีมรดก
๓.
บริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะไม่อยู่ในบังคับ ภายในอาณาเขตของภาคี อีกฝ่ายหนึ่งของการชำระภาษีเก็บจากเงินได้อันมิอาจถือได้ว่ามาจากแหล่งภายใน
อาณาเขตนั้นหรือเก็บจากธุรกรรมหรือทุน อันมิอาจถือได้ว่ามาจากการดำเนินการและ
การลงทุนของบริษัท ดังกล่าวภายในอาณาเขตนั้น
๔. บทข้างต้นนี้จะไม่กีดกันการเรียกเก็บ
ในกรณีที่สมควร ซึ่งค่าธรรมเนียมที่ เกี่ยวกับ การปฎิบัติตามแบบพิธีทางตำรวจและแบบอื่นๆ
ถ้าค่าธรรมเนียมเหล่านี้ เรียกเก็บจากคนชาติของประเทศที่สามทั้งปวงด้วย อัตราค่าธรรมเนียมเช่นว่า
จะไม่ เกินกว่าที่เรียกเก็บจากคนชาติ ของประเทศที่สามใดๆ
ข้อ ๗
๑. ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะไม่ใช้ข้อกำกัดในเรื่องการชำระเงิน
การส่งเงินและ การโอนเงินอื่นๆ ไปยังหรือมาจากอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
เว้นแต่ (ก) ในขอบเขต ที่จำเป็นเพื่อจัดให้มีเงินตราต่างประเทศใช้เพื่อการชำระเงินเป็นค่าของ
และบริการที่ จำเป็นแก่สุขภาพและสวัสดิภาพของประชาชนของตน หรือ (ข) ข้อกำกัดที่ได้รับการ
ร้องขอหรือเห็นชอบโดยเฉพาะจากกองทุนการเงินระหว่าง ประเทศในกรณีที่เป็นสมาชิกของกองทุน
นั้น
๒. ถ้าภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดใช้ข้อกำกัดการปริวรรต
ภาคีนั้นจะจัดให้มีวิธีการอัน เหมาะสม สำหรับการถอนเป็นเงินตราต่างประเทศในเงินสกุลของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
ซึ่ง (ก) ค่าทดแทนที่อ้างถึงในข้อ ๓ วรรค ๒ ของสนธิสัญญานี้ (ข) รายได้ไม่ว่าในรูปเงิน
เดือน ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่านายหน้า ค่าสิทธิ ค่าบริการทางวิชาการ หรือในรูปอื่นๆ
และ (ค) จำนวนเงินสำหรับการผ่อนชำระเงินกู้ค่าเสื่อมค่าของการลงทุน โดยตรงและ
การโอนทุน ทั้งนี้โดยพิจารณาถึงความจำเป็นพิเศษสำหรับธุรกรรมอื่นๆ ถ้ามีอัตราแลก
เปลี่ยนใช้บังคับ อยู่มากกว่าหนึ่งอัตรา อัตราที่ใช้แก่การถอนนั้นจะต้องเป็นอัตราที่
ได้รับความเห็นชอบ โดยเฉพาะจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศสำหรับ ธุรกรรมเช่นว่านั้น
๓. โดยทั่วไป
ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่ใช้ข้อกำกัดการปริวรรต จะดำเนินการใช้ข้อ กำกัดนั้น
โดยวิธีที่ไม่กระทบกระเทือนให้เสียประโยชน์ต่อฐานะเแข่งขันของการ พาณิชย์การขนส่ง
หรือการลงทุนด้วยเงินทุนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับ การพาณิชย์
การขนส่ง หรือการลงทุนของประเทศที่สามใดๆ
ข้อ ๘
๑. ภาคีแต่ละฝ่ายจะประสาทให้แก่ผลิตผลของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
ไม่ว่าจะมา จากถิ่นที่ใดและโดยยานพาหนะแบบใดก็ตาม และแก่ผลิตผลที่กำหนดไว้
เพื่อการ ส่งออกไปยังอาณาเขตของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ไม่ว่าจะโดยเส้นทางใดและโดย
ยานพาหนะแบบใด ก็ตามซึ่งผลประติบัติที่เป็นการอนุเคราะห์ไม่น้อยกว่าที่ประสาท
ให้แก่ผลิตผลเช่นเดียวกัน ของประเทศที่สามใดหรือที่กำหนดไว้เพื่อการส่งออกไปยัง
ประเทศที่สามในเรื่องทั้งปวง ที่เกี่ยวกับ (ก) อากรศุลกากรตลอดจนค่าภาระอื่นใด
ข้อบังคับและแบบพิธีที่ตั้งไว้เพื่อหรือ เกี่ยวกับการ นำเข้าและการส่งออก
และ (ข) การเก็บภาษีอากรภายใน การซื้อขาย การจำหน่าย การเก็บรักษา และการใช้
หลักเกณฑ์อย่างเดียวกันนี้ จะได้นำมาใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการโอนการชำระเงิน
ระหว่างประเทศ สำหรับสินค้าเข้าและสินค้าออก
๒. ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะไม่ตั้งบังคับข้อกำกัดหรือข้อห้ามแก่การนำเข้าซึ่ง
ผลิตผลใดของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งหรือแก่การส่งออกซึ่งผลิตผลใด ไปยังอาณาเขตของ
ภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง นอกจากว่าการนำเข้าซึ่งผลิตผลเช่นเดียวกันของประเทศที่สาม
ทั้งปวงหรือการส่งออก ซึ่งผลิตผลเช่นเดียวกันไปยังประเทศที่สามทั้งปวงจะถูก
กำกัดหรือห้ามในทำนองเดียวกัน ด้วย
๓. ถ้าภาคฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตั้งบังคับข้อกำกัดปริมาณแก่การนำเข้าหรือการ
ส่งออกซึ่งผลิตผลใด ซึ่งภาคีอีกฝ่ายหนึ่งมีผลประโยชน์สำคัญ
(ก) เมื่อมีการร้องขอ ภาคีนั้นจะแจ้งให้ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งทราบถึงจำนวน
ทั้งหมดโดยประมาณของผลิตผล จะโดยปริมาณหรือมูลค่า ซึ่งอาจนำเข้าหรือส่งออก
ในระหว่างกำหนดระยะเวลาหนึ่ง และให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงใดในเรื่องจำนวน
หรือระยะเวลาเช่นว่านั้น และ
(ข) ถ้าภาคีนั้นจัดส่วนแบ่งสรรให้แก่ประเทศที่สามใด
ภาคีดังกล่าวจะให้ ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งนั้นได้รับส่วนแบ่งที่ได้สัดส่วนกับจำนวนผลิตผล
จะโดยปริมาณ หรือมูลค่าซึ่งได้จัดส่งให้โดยหรือแก่ภาคีนั้นในระหว่างระยะเวลาซึ่งถือเป็น
ตัวอย่างได้ก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ โดยให้มีการพิจารณาตามสมควรถึงปัจจัยพิเศษใด
ที่กระทบต่อการค้าผลิตผลเช่นว่านั้น
๔. ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจตั้งบังคับข้อห้ามหรือข้อกำกัดโดยอาศัยเหตุทาง
สุขาภิบาลหรือทางธรรมเนียมประเพณีอื่น ที่มีลักษณะอันมิใช่ทางพาณิชย์ หรือเพื่อ
ประโยชน์ในการป้องกันการปฏิบัติอันเป็นการหลอกลวงหรือไม่เป็นธรรม โดยมี เงื่อนไขว่าข้อห้าม
หรือข้อกำกัดเช่นว่านั้นจะไม่เลือกประติบัติโดยพลการต่อการ พาณิชย์ของ ภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
๕. ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้ความมั่นใจใน
การใช้ประโยชน์จากเงินตราสกุลที่แลกเปลี่ยนเป็นเงินตราสกุลอื่นไม่ได้ซึ่งได้
พอกพูนขึ้นหรือเพื่อจัดการกับการขาดแคลนของเงินตราต่างประเทศ อย่างไรก็ดี
มาตรการเช่นว่า จะต้องไม่เบี่ยงเบนเกินกว่าที่จำเป็นไปจากนโยบายที่มุ่งจะ
ส่งเสริมการพัฒนาอย่างมากที่สุด ซึ่งการค้าระหว่างประเทศโดยไม่เลือกประติบัติ
และที่จะเร่งรัดให้บรรลุถึงซึ่งฐานะของ ดุลการชำระเงิน อันจะทำให้พ้นจากความ
จำเป็นในการมีมาตรการเช่นว่านั้น
๖. ภาคีแต่ละฝ่ายสงวนสิทธิที่จะประสาทให้อาณาประโยชน์พิเศษ
(ก) แก่ ผลิตผลจากการประมงของคนชาติของตน (ข) แก่ประเทศที่ประชิดกันเพื่อที่จะยัง
ความสะดวกแก่ การไปมาค้าขายชายแดน หรือ (ค) โดยอาศัยสหภาพศุลกากร หรือเขตการค้าเสรีซึ่งภาคีฝ่าย
หนึ่งฝ่ายใดอาจเข้าเป็นสมาชิก หรือความตกลง ชั่วคราวที่จะนำไปสู่การก่อตั้งสหภาพ
ศุลกากรหรือเขตการค้าเสรี ซึ่งภาคีฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใดอาจเข้าเป็นภาคี นอกจากนั้น
ภาคีแต่ละฝ่ายสงวนสิทธิและข้อผูกพันที่ตน อาจมีอยู่ภายใต้ความตกลงทั่วไปว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร
และการค้า และอาณา ประโยชน์พิเศษที่ตนอาจประสาทให้ตามความตกลงนั้น
ข้อ ๙
๑.
ในการดำเนินการใช้ข้อบังคับและระเบียบการทางศุลกากรของตน ภาคีแต่ละฝ่ายจะ
(ก) พิมพ์โฆษณาข้อกำหนดทั้งมวลที่ใช้โดยทั่วไปอันมี ผลกระทบถึงการนำเข้าและการส่งออก
(ข) ใช้ข้อกำหนดเช่นว่าในทำนอง อันเป็นเอกรูปไม่ลำเอียง และชอบด้วย เหตุผล
(ค) ละเว้น โดยถือเป็นทาง ปฏิบัติทั่วไปจากการใช้บังคับข้อกำหนดใหม่หรือที่
เป็นภาระเพิ่มขึ้นจนกว่า จะได้มีการประกาศโดยเปิดเผยแล้ว และ (ง) ยอมให้มีการอุทธรณ์
คำชี้ขาด ของเจ้าหน้าที่ศุลกากร นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ศุลกากรของภาคีแต่ละฝ่ายจะไม่ตั้ง
บังคับการลงโทษที่หนักกว่าการลงโทษพอเป็นพิธีสำหรับการละเมิด เนื่องมาจาก
ความพลั้งเผลอในการพิมพ์และขีดเขียน หรือจากการสำคัญผิดโดยสุจริตใจ ตามแต่เจ้าหน้าที่
ศุลกากรจะเห็นสมควร
๒. คนชาติและบริษัทของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้รับผลประติบัติที่เป็นการ
อนุเคราะห์ไม่น้อยกว่าที่ประสาทให้แก่คนชาติและบริษัทของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งหรือ
ของประเทศ ที่สามใด ในเรื่องที่เกี่ยวกับการทั้งปวงที่เกี่ยวกับการนำเข้า
และการส่งออก
๓.
ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะไม่ตั้งบังคับมาตรการใดซึ่งมีลักษณะเป็นการเลือก ประติบัติที่ขัดขวางหรือกีดกันผู้นำเข้าหรือส่งออกซึ่งผลิตผลของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ในการที่จะเอาประกันภัยทางทะเล สำหรับผลิตผลเช่นว่านั้นกับบริษัทของภาคีอีก
ฝ่ายหนึ่ง
ข้อ ๑๐
๑. ระหว่างอาณาเขตของภาคีทั้งสองฝ่าย
จะให้มีเสรีภาพในการพาณิชย์และ การเดินเรือ
๒.
เรือที่ชักธงของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และมีกระดาษเอกสารที่กฎหมาย ของภาคีนั้นได้กำหนดไว้อยู่เพื่อเป็นข้อพิสูจน์สัญชาติ
จะถือว่าเป็นเรือ ของภาคีนั้น ทั้งในทะเล หลวง และภายในเมืองท่า ถิ่นที่และน่านน้ำของภาคอีกฝ่ายหนึ่ง
๓.
เรือของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะมีเสรีภาพตามข้อกำหนดอันเท่าเทียมกัน กับเรือ
ของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง และกับเรือของประเทศที่สามใดในอันที่จะมาพร้อมด้วย ของบรรทุก
ของตนยังเมืองท่า ถิ่นที่ และน่านน้ำทั้งปวงของภาคอีกฝ่ายหนึ่งเช่นว่า ที่เปิดให้แก่การ
พาณิชย์และการเดินเรือต่างประเทศ เรือและของบรรทุกเช่นว่านั้น จะได้รับในประการ
ทั้งปวงซึ่งผลประติบัติอย่างคนชาติ และผลประติบัติอย่างชาติ ที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่ง
ภายในเมืองท่า ถิ่นที่ และน่านน้ำของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งนั้น แต่ภาคีแต่ละฝ่ายอาจ
สงวนสิทธิโดยจำเพาะและเอกสิทธิไว้ให้แก่เรือของตนเอง ในส่วนที่เกี่ยวกับการเดิน
เรือค้าชายฝั่ง การเดิน เรือภายในประเทศ และการประมง ของคนชาติ
๔.
เรือของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะได้รับผลประติบัติอย่างคนชาติ และผล ประติบัติ
อย่างชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่งจากภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ
ที่จะขนผลิตผลทั้งปวงซึ่งอาจขนโดยเรือไปยังหรือมาจากอาณาเขตของภาคีอีก ฝ่ายหนึ่งนั้น
และผลิตผล เช่นว่าจะได้รับผลประติบัติที่เป็นการอนุเคราะห์ไม่น้อยกว่า ที่ประสาทให้แก่ผลิตผล
อย่างเดียวกันที่ขนไปในเรือของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ในเรื่อง ที่เกี่ยวกับ (ก)
อากรและค่าภาระ ทุกประเภท (ข) การบริหารงานศุลกากร และ (ค) เงินอุดหนุน การคืนอากรและเอกสิทธิ
อื่นๆ ในลักษณะนี้
๕. เรือของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดซึ่งตกอยู่ในทุกขภัย
จะได้รับอนุญาตให้เข้า กำบัง อาศัยในเมืองท่า หรือที่จอดเรือที่ใกล้ที่สุดของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง
และจะได้รับผล ประติบัติ และความช่วยเหลือฉันมิตร
๖. คำว่า
"เรือ" ตามที่ใช้ในที่นี้ หมายถึงเรือทุกชนิด ไม่ว่าเป็นของหรือ ดำเนินการโดยเอกชนหรือโดยสาธารณะ
แต่คำนี้ไม่รวมถึงเรือประมงหรือเรือรบ เว้นแต่ที่เกี่ยวกับวรรค ๒ และ ๕ ของข้อนี้
ข้อ ๑๑
๑. ภาคีแต่ละฝ่ายให้สัญญาว่า
(ก) วิสาหกิจที่รัฐบาลของตนเป็นเจ้าของ หรือ ควบคุมและองค์การผูกขาด หรือองค์การที่ได้รับเอกสิทธิโดยจำเพาะหรือพิเศษภายใน
อาณาเขตของตน จะทำการซื้อและขายที่เกี่ยวพันไม่ว่ากับของที่นำเข้าหรือของที่ส่ง
ออก อันกระทบต่อการพาณิชย์ของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ตามข้อคำนึงทางพาณิชย์ แต่ถ่ายเดียว
รวมทั้งราคา คุณภาพ การหาได้ การจำหน่ายในตลาดได้ การขนส่ง และ ภาวะอื่น ในการซื้อหรือขาย
และ (ข) คนชาติ บริษัท และการพาณิชย์ของภาคีอีก ฝ่ายหนึ่งนั้น จะได้รับโอกาสอย่างเพียงพอตาม
ทางปฏิบัติธุรกิจอันเป็นธรรมเนียม ประเพณี ในอันที่จะแข่งขันเพื่อมีส่วน ร่วมใน
การซื้อและขายเช่นว่า
๒. ภาคีแต่ละฝ่ายจะประสาทให้แก่คนชาติ
บริษัท และการพาณิชย์ ของภาคี อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งผลประติบัติที่เป็นธรรมและเที่ยงธรรม
เมื่อเปรียบเทียบกับที่ได้ประสาท ให้แก่คนชาติบริษัท และการพาณิชย์ของประเทศที่สามใดในเรื่องที่เกี่ยวกับ
(ก) การซื้อ พัสดุของรัฐบาล (ข) การให้สัมปทาน และการทำสัญญาอื่นของรัฐบาล
และ (ค) การขาย บริการใด โดยรัฐบาล หรือองค์การผูกขาด หรือองค์การใดที่ได้รับเอกสิทธิโดยจำเพาะ
หรือพิเศษ
ข้อ ๑๒
๑. สนธิสัญญานี้
จะไม่กีดกันการใช้มาตรการ
(ก) ที่จัดระเบียบการนำเข้า หรือการส่งออกซึ่งทองคำหรือเงิน
(ข) เกี่ยวกับวัสดุที่สามารถแยกนิวเคลียร์ของปรมาณูได้
ผลพลอยได้ กัมมันตรังสีหรือแหล่งที่มาของวัสดุนั้น
(ค) ที่จัดระเบียบการผลิต หรือการค้าอาวุธ กระสุนและดินระเบิด
และ ยุทโธปกรณ์หรือการค้าวัสดุอย่างอื่นที่กระทำโดยทางตรง หรือทางอ้อม เพื่อความ
มุ่งประสงค์ในการจัดหาส่งให้สถานการทหาร
(ง) ที่จัดระเบียบ โดยมูลฐานแห่งการไม่เลือกประติบัติ
ในการเรียกเกณฑ์ ทางทหารซึ่งเสบียงพัสดุ และยุทโธปกรณ์ในยามฉุกเฉินหรือยามสงคราม
(จ) ที่จำเป็นในการปฏิบัติตามพันธกรณีของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพื่อการธำรง
รักษาหรือกลับสถาปนาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ หรือที่จำเป็นในการ
คุ้มครองผลประโยชน์อันเป็นสารัตถสำคัญทางความมั่นคงของตน หรือ
(ฉ) ที่ปฏิเสธไม่ยอมให้บริษัทใดซึ่งคนชาติของประเทศที่สามประเทศเดียว
หรือหลายประเทศ มีผลประโยชน์ควบคุมโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกรรมสิทธิ์หรือ ในการอำนวยการนั้น
ได้รับอาณาประโยชน์ตามสนธิสัญญานี้ เว้นแต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับ การยอมรับนับถือสถานภาพทางกฎหมาย
และในเรื่องที่เกี่ยวกับการเข้าถึงศาลยุติธรรม และสภาตุลาการ และทบวงการฝ่ายบริหาร
๒. สนธิสัญญานี้ไม่ประสาทให้สิทธิใดที่จะประกอบกิจกรรมทางการเมือง
๓. บทว่าด้วยชาติที่ได้รับอนุเคราะห์ยิ่งของสนธิสัญญานี้เกี่ยวกับผลประติบัติ
ต่อ สินค้าจะไม่ขยายไปถึงอาณาประโยชน์ที่สหรัฐอเมริกา หรืออาณาเขตและดินแดน
ในกรรมสิทธิ์ของตน โดยไม่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงใดในอนาคตในสถานภาพ ทางการ
เมืองของอาณาเขตและดินแดนเหล่านี้ ประสาทให้แก่กันและกันแก่ สาธารณรัฐคิวบา
แก่สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ แก่อาณาเขตหมู่เกาะแปซิฟิกในภาวะทรัสตี หรือแก่เขตคลอง
ปานามา
๔.
บทแห่งสนธิสัญญานี้ ในเรื่องผลประติบัติอย่างชาติที่รับอนุเคราะห์ยิ่งนั้น
ไม่ใช้แก่
(ก) ความอนุเคราะห์ที่ให้อยู่ หรือที่อาจให้ในภายหลังแก่รัฐเพื่อนบ้านเกี่ยว
กับการ เดินเรือใน หรือการใช้ทางน้ำเขตแดนที่เดินเรือจากทะเลไม่ได้
(ข) ความอนุเคราะห์ที่ให้อยู่ หรือที่อาจให้ในภายหลังโดยอาศัยอำนาจกฎหมาย
แห่งชาติ ในเรื่องการส่งเสริมการลงทุนทางอุตสาหกรรม
ข้อ ๑๓
๑. ภาคีแต่ละฝ่ายจะให้การพิจารณาด้วยความเห็นใจแก่การร้องเรียนตามที่ภาคี
อีกฝ่ายหนึ่งอาจทำขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับการใด อันกระทบต่อการดำเนินไปของ
สนธิสัญญานี้ และจะให้โอกาสอย่างเพียงพอสำหรับการปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับ
การร้องเรียนนั้น
๒.
ข้อพิพาทใดระหว่างภาคีในเรื่องการตีความหรือการใช้สนธิสัญญานี้ ที่มิได้ปรับให้เป็นที่พอใจกันโดยการทูตหรือสันติวิธีอื่น
หากว่าภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ร้องขอก็ให้เสนอต่อคณะอนุญาโต ตุลาการเพื่อการระงับตามหลักกฎหมาย
ระหว่างประเทศที่ใช้อยู่ คณะอนุญาโตตุลาการจะประกอบด้วยสมาชิกสามคน ภาคีแต่ละฝ่ายเลือกฝ่ายละหนึ่งคน
และคนที่สามได้รับเลือกโดยสมาชิกที่ภาคีได้ เลือกมานั้น ในกรณีที่สมาชิกซึ่งภาคีได้เลือกมาไม่สามารถตกลงกัน
เกี่ยวกับสมาชิก คนที่สามภายในหนึ่งเดือน สมาชิกคนที่สามจะได้ แก่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยเลขา
ธิการสหประชาชาติ โดยการร้องขอของภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ข้อ ๑๔
๑. สนธิสัญญานี้
จะได้รับสัตยาบันและจะมีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารกัน ณ กรุง วอชิงตันโดยเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้
๒. สนธิสัญญานี้
จะเริ่มใช้บังคับหนึ่งเดือนหลังจากวันที่มีการแลกเปลี่ยน สัตยา บันสารจากนั้นสนธิสัญญานี้จะใช้แทนและยกเลิกสนธิสัญญาทางไมตรี
พาณิชย์และ การเดินเรือที่ได้ลงนามกัน ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน
ค.ศ. ๑๙๓๗
๓. สนธิสัญญานี้
จะคงใช้บังคับเป็นเวลาสิบปี และจะใช้บังคับต่อไปหลังจาก นั้น จนกว่าจะได้ยกเลิกไปตามที่ได้กำหนดไว้ในที่นี้
๔. ภาคีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจเลิกสนธิสัญญานี้
โดยการบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์ อักษรล่วงหน้าหนึ่งปีไปยังภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อสิ้นกำหนดเวลาสิบปีแรก
หรือใน เวลาใด หลังจากนั้น
เพื่อเป็นพยานแก่การนี้ ผู้มีอำนาจเต็มแต่ละฝ่ายได้ลงนามในสนธิสัญญานี้
และได้ ประทับตราไว้เป็นสำคัญทำคู่กันไปสองฉบับ เป็นภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษ
ทั้งสองฉบับใช้เป็นหลักฐาน ได้เท่าเทียมกัน ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ยี่สิบเก้า
พฤษภาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยเก้า ตรงกับคริสต์ศักราชหนึ่งพันเก้า ร้อยหกสิบหก
|