องค์ประกอบของธุรกิจการให้บริการด้านโลจิสติกส์
องค์ประกอบของโลจิสติกส์สามารถแบ่งได้เป็นสามประเภทหลักคือ บริการหลักของกิจกรรมโลจิสติกส์ (Core Logistics Services) บริการเพิ่มมูลค่า (Value Adding Services) และบริการสนับสนุน (Support Services)
- บริการหลักของกิจกรรมโลจิสติกส์มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ การขนส่งสินค้าไปตามเส้นทางขนส่ง (Line-Haul Transport) การรับและการกระจายสินค้า (Pickup/Distribution) การเก็บรักษาสินค้า (Storage) การบรรจุและการถ่ายสินค้าเข้าหรือออกจากยานพาหนะ เช่น เรือขนส่งสินค้า (Loading/Unloading) การบรรจุและการถ่ายสินค้าเข้าหรือออกจากตู้บรรจุสินค้า (Stuffing/Stripping) การรวบรวมและส่งสินค้าที่มีปริมาณไม่เต็มตู้บรรจุสินค้า (Load Consolidation)
- บริการเพิ่มมูลค่ามีส่วนประกอบที่สำคัญคือ การบรรจุหีบห่อ (Packaging) การควบคุณภาพ (Quality Control) การทดสอบสินค้าและการซ่อมบำรุง (Product Testing/Repair) การประกอบ (Assembly) การติดตั้ง (Installation) ข่าวสารข้อมูล (Information) การควบคุมสินค้าคงคลัง (Inventory Control)
- บริการสนับสนุนมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ การเช่าหรือการซื้ออุปกรณ์ (Equipment Hiring/Leasing) การบำรุงรักษาอุปกรณ์ (Equipment Maintenance) การให้บริการด้านสุขาภิบาล (Sanitary Services) การให้บริการด้านการรักษาความปลอดภัย (Security Services) การรับประกันสินค้าและการสนับสนุนในส่วนของงบประมาณ (Trade Insurance & Finance)
ความสำคัญด้านธุรกิจโลจิสติกส์กับการพัฒนาประเทศ
เมื่อการค้าการลงทุนของประเทศมีความเจริญก้าวหน้าความต้องการในการขนส่งสินค้าจะมีเพิ่มมากขึ้นควบคู่กันไปเพื่อทำให้การค้าเป็นไปได้อย่างราบรื่นที่สุด ระบบ Logistics ที่มีประสิทธิภาพต้องสามารถรองรับความต้องการเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ นอกจากนั้นระบบการมีระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศอย่างมากมาย ดังนั้น การที่ไทยจะสามารถรองรับความต้องการทางด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดจึงจำเป็นต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างสาธารณูปโภค ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางด้านโลจิสติกส์ การฝึกฝนบุคลากรทั้งทางด้านคุณภาพและปริมาณ และต้องมีการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ ความสะดวกรวดเร็วในการนำสินค้าผ่านด่านพิธีศุลกากร ความตรงต่อเวลาในการขนส่ง และความสามารถในการติดตามและตรวจสอบการส่งสินค้า ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้ไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก และมีศักยภาพเพียงพอในการรองรับการเจริญเติบโตทางการค้าและการลงทุนในอนาคต
สัดส่วนต้นทุนกิจกรรมโลจิสติกส์ต่อราคาสินค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ
อุตสาหกรรมอาหารมีสัดส่วนต้นทุนกิจกรรมโลจิสติกส์ต่อราคาสินค้าสูงที่สุดถึงร้อยละ 30 รองลงมาคือ อุตสาหกรรมโลหะมีสัดส่วนร้อยละ 26.25 และอุตสาหกรรมเคมีมีสัดส่วนร้อยละ 22.5 ทั้งนี้ สัดส่วนต้นทุนกิจกรรมโลจิสติกส์ต่อราคาสินค้าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 23 นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่ง (Transportation) มีสัดส่วนถึงร้อยละ 25 ต่อต้นทุนกิจกรรมโลจิสติกส์ทั้งหมด รองลงมาคือ การเก็บรักษาสินค้าซึ่งมีสัดส่วนต่อต้นทุนกิจกรรมโลจิสติกส์ที่ร้อยละ 20
ข้อมูลทางสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์โดยสังเขป
ในปี 2550 ธนาคารโลก (World Bank) ได้จัดอันดับประเทศที่มีศักยภาพทางด้านโลจิสติกส์โดยมีการออกแบบสอบถามเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ 800 คนต่อระบบโลจิสติกส์ของ 150 ประเทศทั่วโลก
สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับที่ 1 เนื่องจากมีความโดดเด่นทางด้านการติดตามและตรวจสอบการส่งสินค้า และความตรงต่อเวลาในการส่งสินค้า และเป็นที่ 2 ทางด้านความสามารถทางการแข่งขัน การขนส่งระหว่างประเทศ และโครงสร้างสาธารณูปโภคที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจโลจิสติกส์เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยปัจจัยเหล่านี้ได้ทำให้สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ของโลกในภาพรวมของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ แต่สิงคโปร์มีต้นทุนทางโลจิสติกส์ในประเทศอยู่ในระดับสูงมากจึงได้รับการจัดอันดับให้อยู่อันดับที่ 113
ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีศักยภาพทางโลจิสติกส์รองจากสิงคโปร์คือ ฮ่องกงซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 8 ของโลก ฮ่องกงมีปัจจัยต่างๆ ทางด้านโลจิสติกส์คล้ายคลึงกับสิงคโปร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีต้นทุนทางโลจิสติกส์ในประเทศที่สูงมากโดยได้รับการจัดอันดับในส่วนนี้ให้อยู่อันดับที่ 119
ไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 31 ของโลก โดยทำได้ดีกว่าสิงคโปร์และฮ่องกงในส่วนของต้นทุนทางโลจิสติกส์ในประเทศซึ่งไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 28 ในภาพรวมไทยทำได้ดีในส่วนของความสามารถทางการแข่งขัน และความตรงต่อเวลาในการขนส่งสินค้าเมื่อมีการเปรียบเทียบสมรรถภาพในด้านต่างๆ ทางธุรกิจโลจิสติกส์ต่อค่าเฉลี่ยของทุกประเทศในโลกที่เข้าร่วมการจัดอันดับในครั้งนี้
ญี่ปุ่นได้รับการจัดให้อยู่ที่อันดับ 6 ของโลก โดยมีความโดดเด่นทางด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคที่เอื้ออำนวยต่อธุรกิจโลจิสติกส์ ความสามารถในการแข่งขัน การติดตามและตรวจสอบการส่งสินค้า และความตรงต่อเวลาในการขนส่งสินค้า โดยมีข้อควรปรับปรุงในส่วนของต้นทุนทางโลจิสติกในประเทศที่สูงมากโดยได้รับการจัดอันดับไว้ที่ 148
จีนได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 30 ของโลก ศักยภาพทางโลจิสติกส์ของจีนอยู่ที่การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และความสามารถในการแข่งขัน โดยจีนมีต้นทุนทางโลจิสติกส์ในประเทศอยู่ในระดับปานกลางที่อันดับ 72
เวียดนามได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 53 ของโลก เวียดนามมีจุดเด่นในการให้บริการทางโลจิสติกส์ในส่วนของการพิธีศุลกากร และต้นทุนทางโลจิสติกส์ในประเทศที่ถูกอย่างยิ่งโดยอยู่ในอันดับที่ 17
มาเลเซียได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 27 ของโลก โดยมีความศักยภาพในส่วนของการพิธีศุลกากร การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ความสามารถในการแข่งขัน และความตรงต่อเวลาในการขนส่งสินค้า ต้นทุนทางโลจิสติกส์ในประเทศของมาเลเซียไม่สูงนักโดยอยู่ในอันดับที่ 37
ศักยภาพและโอกาสทางด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทยและสหรัฐฯ
ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยให้ประเทศกลายมาเป็นศูนย์กลางทางการทำธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าที่มีปริมาณการค้าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ไทยบรรลุจุดมุ่งหมายเหล่านี้ได้แก่การเปิดใช้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การพัฒนาสาธารณูปโภคที่เป็นประโยชน์ต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เช่น การวางแผน Mega Project ในการสร้างรางรถไฟขนส่งสินค้าเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ให้เข้าถึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดโดยมีโครงการเชื่อมโยงเส้นทางการค้ากับตอนใต้ของจีน ต้นทุนการส่งสินค้าในประเทศที่มีราคาถูกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย และการลงทุนในการสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง
ศักยภาพโดยรวมของสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์มีความโดดเด่นในเรื่องของโครงสร้างสาธารณูปโภคที่เอื้ออำนวยต่ออุตสาหกรรมโลจิสติกส์ การติดตามและตรวจสอบการส่งสินค้า ความสามารถในการแข่งขัน การพิธีศุลกากร ความตรงต่อเวลาในการขนส่งสินค้า และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ถึงแม้สหรัฐฯ จะมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน สหรัฐฯ จะเสียเปรียบในส่วนของต้นทุนทางโลจิสติกส์ในประเทศซึ่งจัดอยู่ในอันดับสูงที่สุด (อันดับที่ 144) ซึ่งสูงกว่าสิงคโปร์ (อันดับที่ 113) ในปัจจุบันได้มีบริษัทในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์จากสหรัฐฯ เข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างมากมาย อาทิ Federal Express (FedEx) และ United Parcel Service (UPS)
การศึกษาระบบโลจิสติกส์ของสหรัฐฯ ซึ่งมีการวางเครือข่ายและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยทั้งในด้านการขนส่งทางอากาศที่สหรัฐฯ มีสนามบินที่มีความสำคัญทางการค้าทั้งสิ้น 44 แห่ง การขนส่งทางเรือซึ่งสหรัฐมีท่าเรือน้ำลึก 10 แห่งอยู่ทั้งสองฝั่งของทวีป การขนส่งทางรถไฟของสหรัฐฯ ที่มีระยะทางทั่วประเทศทั้งสิ้น 226,612 กิโลเมตร และการขนส่งด้วยถนนเป็นระยะทางทั้งสิ้น 6,430,366 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อไทยในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป
นอกจากนี้ ไทยยังสามารถเสริมสร้างความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการจัดการศึกษาทางด้านโลจิสติกส์ซึ่งสหรัฐฯ มีมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพมากมายในวิชาการแขนงนี้ อาทิ Stanford University, Massachusetts Institute of Technology (MIT), Northwestern University, University of California – Berkeley, University of Michigan – Ann Arbor, Cornell University, Duke University, University of Virginia, University of North Carolina – Chapel Hill ฯลฯ อีกทั้งยังมีสถาบันเฉพาะทางของรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น United States Merchant Marine Academy (USMMA) และ Global Maritime and Transportation School (GMATS) โดยไทยสามารถสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านี้ในการส่งบุคลากรมาศึกษาหาความรู้ทางด้านโลจิสติกส์เพื่อนำความรู้กลับไปพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย
บทบาทของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทย-สหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์
สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มีบทบาทในการผลักดันความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องในการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทย ในปี 2549 สถานเอกอัครราชทูตฯ มีบทบาทในการประสานงานในการจัดงาน Thai-US Logistics Symposium ณ ประเทศไทย ด้วยการนำคณะนักธุรกิจไทยจากสมาพันธ์ โลจิสติกส์แห่งประเทศไทยเข้าพบกรมการขนส่งสหรัฐฯ และสถาบันทางด้านโลจิสติกส์ชั้นนำของสหรัฐฯ การจัดงานในครั้งนี้ประสบความเร็จในเรื่องของจำนวนผู้เข้าร่วมและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและต่างประเทศที่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมและนิทรรศการ อาทิ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ US Commercial Service, American Chamber of Commerce, บริษัท United Parcel Service ฯลฯ
สถานเอกอัครราชทูตฯ ยังได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ USMMA และ GMATS เพื่อแสวงหาลู่ทางความร่วมมือเพื่อส่งคนไทยมาเรียนในหลักสูตรระยะสั้นของสถาบันทั้งสอง โดยล่าสุดในปี 2551 สถานเอกอัครราชทูตฯ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดในการให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านโลจิสติกส์กับ University of Maryland และภาคเอกชนของสหรัฐฯ อาทิ บริษัท FedEx และ UPS ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มีการหารือกับ US Trade and Development Agency (USTDA) เพื่อพิจารณาความร่วมมือทางด้านโลจิสติกส์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยด้วย
*****************************************************
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน
กรกฎาคม 2551