การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในประเทศไทย
ความเป็นมาของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในประเทศไทยโดยสังเขป
การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์หมายถึงการที่พลเมืองที่อาศัยในประเทศหนึ่งเดินทางไปรับบริการทางการแพทย์ในอีกประเทศหนึ่งโดยมีเงื่อนไขว่าค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ต้องถูกกว่าและบริการต้องเท่าเทียมหรือดีกว่าที่ได้รับในประเทศของตัวเอง
รัฐบาลไทยเริ่มมีนโยบายส่งเสริมแผนกลยุทธ์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการให้บริการทางการแพทย์ในปี 2547 ตั้งแต่นั้นได้มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก และในปี 2549 จำนวนผู้ใช้บริการได้เพิ่มขึ้นจาก 1.28 ล้านคนในปี 2548 เป็น 1.4 ล้านคน โดยเพิ่มขี้นในอัตราร้อยละ 14 ในปี 2551 คาดว่าจำนวนผู้ใช้บริการจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.45 ล้านคน และสร้างรายได้ให้ประเทศเป็นจำนวนเงิน 45 พันล้านบาท
ในปัจจุบันประเทศไทยได้รับการกล่าวขวัญในหมู่ชาวต่างชาติที่มีความต้องการได้รับการรักษาว่าเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย โดยปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญได้แก่การมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การที่เข้าประเทศได้อย่างไม่ลำบาก ค่าใช้จ่ายที่ไม่แพง และความมีอัธยาศัยดีจากผู้ให้บริการ นอกเหนือจากนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวหลักโดยมีการท่องเที่ยวทางทะเล ภูเขา ศิลปะและวัฒนธรรม อาหาร ความบันเทิง และแหล่งซื้อของต่างๆ ซึ่งสามารถรองรับเหล่านักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี
แนวโน้มของธุรกิจการให้บริการทางการแพทย์ในทวีปเอเชียและโอกาสของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย
ทวีปเอเชียเป็นตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่มีศักยภาพเนื่องจากสร้างรายได้เป็นมูลค่า 3.4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2550 โดยคิดเป็นร้อยละ 12.7 ของส่วนแบ่งตลาดโลก ปัจจัยส่งเสริมการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในทวีปเอเชียมาจากการที่จำนวนประชากรสูงอายุในประเทศพัฒนาแล้วมีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วบวกกับการให้บริการทางการแพทย์ที่มีอย่างจำกัด และการที่นายจ้างกับบริษัทประกันสุขภาพเริ่มหันมาพึ่งการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โดยมีจุดประสงค์ในการลดค่าใช้จ่ายทางสวัสดิการทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มสูงขึ้น โดยสรุป การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในทวีปเอเชียถูกประมาณการไว้ที่ร้อยละ 17.6 ในช่วงระหว่างปี 2550 ถึงปี 2555
ในทวีปเอเชียมีประเทศที่สามารถให้บริการรองรับความต้องการของประชากรสูงอายุในประเทศพัฒนาแล้วคือประเทศอินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย
รัฐบาลอินเดียได้ประมาณการรายได้ในปี 2555 ไว้ที่ 1 ถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยที่มีบริษัทเอกชนในประเทศอินเดียร่วมลงทุนสนับสนุนทางด้านเครื่องมือทางการแพทย์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่างๆ อินเดียจะได้เปรียบในเรื่องของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่ต่ำแต่ผู้ใช้บริการจากประเทศพัฒนาแล้วยังคงตั้งคำถามในเรื่องของความสะอาด ประเทศสิงคโปร์ได้ตั้งเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในปี 2555 ไว้ที่ 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะมาจากการประมาณจำนวนนักท่องเที่ยวผู้มาใช้บริการที่ 1 ล้านคน ปัจจุบันสิงคโปร์มีการให้บริการทางการแพทย์แบบครบวงจรมีชื่อว่า SingHealth ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลและโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องแต่อุปสรรคที่ประเทศสิงคโปร์ต้องเผชิญคือค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ที่สูงเทียบเท่าประเทศทางตะวันตก มาเลเซียและฟิลิปปินส์ได้กลายเป็นประเทศที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมนี้และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะเวลา 5 ปี ข้างหน้า
ในส่วนของไทย โอกาสทางการก้าวหน้าในส่วนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นั้นขึ้นอยู่กับการพัฒนาของวงการการแพทย์และธุรกิจการดูแลสุขภาพในประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ ความเอาใจใส่นักท่องเที่ยวผู้มาใช้บริการเป็นเรื่องที่สำคัญเนื่องจากประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวเหล่านั้นได้รับกลับไปจะเป็นตัวตัดสินใจว่าจะกลับมาใช้บริการทางการแพทย์ที่ประเทศไทยในครั้งต่อไปหรือไม่ การดูแลต้องครอบคลุมไปถึงญาติและคนใกล้ชิดของนักท่องเที่ยวผู้มาใช้บริการเช่นกันเพราะเป็นผู้มีกำลังซื้อในระดับสูงที่จะใช้จ่ายซื้อบริการในส่วนของ ที่พัก อาหาร สปา และร้านค้าต่างๆ
กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย
กลุ่มที่ 1: นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้มาใช้บริการทางการแพทย์ (Leisure Tourist) นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีความตั้งใจที่จะมาเที่ยวแสวงหาประสบการณ์ในประเทศไทยแต่อาจจะเกิดอาการเจ็บป่วยทำให้มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล
กลุ่มที่ 2: นักท่องเที่ยวที่ซื้อแพ๊คเกจทัวร์จากบริษัทท่องเที่ยว (Wellness Tourist) ซึ่งอาจรวมการท่องเที่ยวกับการเข้ารับบริการทางการแพทย์ไว้ด้วยกัน เช่น ท่องเที่ยวแล้วเข้ารับบริการทางทันตกรรม หรือ สปา
กลุ่มที่ 3: ชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วยเหตุผลทางด้านการทูตหรือถูกส่งมาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ (Expatraites) ผู้ใช้บริการกลุ่มนี้อาจจะมีปัญหาทางสุขภาพและเข้ารับการบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย
กลุ่มที่ 4: ชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียด้วยเหตุผลทางการทูตหรือถูกส่งมาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ (Expatraites in Asia) ผู้ใช้บริการกลุ่มนี้อาจจะมีปัญหาทางสุขภาพในประเทศที่ตนเองประจำอยู่แต่เลือกที่จะเข้ารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย
กลุ่มที่ 5: นักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมารับบริการทางการแพทย์ (Medical Travelers) ผู้ใช้บริการกลุ่มนี้มีการนัดหมายล่วงหน้าโดยตรงกับโรงพยาบาลหรือแพทย์ในประเทศไทยเพื่อเข้ารับบริการ ในกรณีนี้โรงพยาบาลต้องจัดหาแพ๊คเกจทัวร์หลังเข้ารับการรักษาหรืออยู่ในช่วงฟื้นฟู ในทางตรงกันข้ามผู้ใช้บริการสามารถติดต่อบริษัทท่องเที่ยวเพื่อเตรียมการทั้งหมด
บทบาทของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในสหรัฐฯเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตันได้มีการส่งเสริมทางด้านนโยบายในการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียโดยการจัดสัมมนาเกี่ยวกับโอกาสการทำธุรกิจทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐฯ มีการเชิญหอการค้าในมลรัฐต่างๆ เข้าร่วมสัมมนากับตัวแทนของประเทศไทย
นอกเหนือจากการจัดการสัมมนาเพื่อเปิดการเจรจาทางด้านธุรกิจ สถานเอกอัครราชทูตได้สนับสนุนให้มีการหารือระหว่างตัวแทนประเทศไทยกับบริษัทเอกชนสหรัฐฯ อาทิ บริษัท Consumer Directed Health Care (CDHCC) บริษัท Kereon HSA และบริษัท Global Health Direct MedRetreat โดยบริษัทสหรัฐฯเหล่านี้ได้แสดงความสนใจในการทำธุรกิจกับโรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศไทยเนื่องจากมีความต้องการที่จะลดต้นทุนในทางด้านสวัสดิการสุขภาพที่จำเป็นต้องจัดหาให้ลูกจ้าง โดยมีการเจรจากับโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในประเทศไทย อาทิ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฏ์ และโรงพยาบาลพญาไท 2 เป็นต้น
สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้มีการประชุมหารือกับ National Institute of Health (NIH) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการวิจัยภายใต้กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมการสร้างศักยภาพด้านการแพทย์และพัฒนาบุคลากรของไทย และได้เสนอแนวทางความร่วมมือกับทาง NIH ในการพัฒนาให้เกิดการผลิตยาด้านทางเดินหายใจและโรคติดต่อต่างๆ ในประเทศไทยรวมทั้งการวิจัยด้านไข้หวัดนก การให้ทุนและการให้รางวัลค้นคว้าวิจัยต่างๆ การส่งเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยเข้ารับการอบรมกับ NIH และการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (Cooperative Research and Development Agreement – CRADA)
นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ผลักดันการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียเป็นวาระแห่งชาติด้านเศรษฐกิจเพื่อการจัดสรรงบประมาณรองรับ สถานเอกอัครราชทูตยังได้ขอเสนอข้อพิจารณาให้กระทรวงฯ เป็นแกนกลางในการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำต่างๆ กรมส่งเสริมการส่งออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทการบินไทย สมาคมบริษัทท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อร่วมพิจารณาวางแผนกลยุทธ์ส่งเสริมในระยะยาวโดยเน้นไปที่ตลาดที่มีศักยภาพและกำลังซื้อเช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ตะวันออกกลาง เป็นต้น ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ ยังได้เสนอรัฐบาลให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อส่งเสริมธุรกิจบริการด้านการแพทย์โดยเฉพาะ และได้ประสานงานจัด Road Show ต่อไป
ความคืบหน้าในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย
โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์และบริษัท BlueCross BlueShield และ BlueChoice HealthPlan แห่งมลรัฐ South Carolina สหรัฐฯ ได้กลายเป็นพันธมิตรร่วมในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ BlueCross จะช่วยส่งเสริมให้สมาชิกของบริษัทมีความสนใจทึ่จะมาใช้บริการการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในประเทศไทย การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจดูแลสุขภาพของสองบริษัทนี้เป็นครั้งแรกของไทยและสหรัฐฯ สาเหตุที่ BlueCross เลือกโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์เนื่องมาจากเครื่องมือที่ทันสมัย ความเป็นมืออาชีพ และคุณภาพของการบริการที่ BlueCross สามารถแนะนำให้สมาชิกมาใช้บริการได้ บริษัท United Group Programs ซึ่งเป็นบริษัทประกันธุรกิจขนาดเล็กจากมลรัฐ Florida ได้เสนอกรมธรรม์ใหม่ซึ่งจะส่งผู้ใช้บริการให้โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์เพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทนายจ้างในสหรัฐฯ ถึงร้อยละ 50
โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์และโรงพยาบาลสมิติเวชได้จัดให้มีการต่อวีซ่าภายในโรงพยาบาลโดยการจัดพื้นที่สำนักงานอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะเดินทางมาจัดการเรื่องวีซ่าหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ การให้บริการต่อวีซ่าในโรงพยาบาลนี้ได้สร้างข้อได้เปรียบให้โรงพยาบาลชั้นนำในประเทศไทยในการดึงดูดผู้มาใช้บริการจากต่างชาติและเป็นการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในไทย
กระทรวงพาณิชย์ได้ประมาณการเติบโตของการส่งออกของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไว้ที่ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักอยู่ที่บริการด้านสปา การส่งออกของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 40 พันล้านบาทในปี 2549 โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 ตัวเลขนี้จะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อมีการรวมรายได้ที่เกิดจากธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ กระทรวงพาณิชย์ประมาณการว่ารายได้จากธุรกิจสุขภาพและความงามจะอยู่ที่ 1 แสนล้านบาทโดยคิดจากเงินตราต่างประเทศ ธุรกิจสุขภาพและความงามและธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สามารถส่งเสริมกันและกันได้เป็นอย่างดีซึ่งจะทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน