นโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ
ที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเปิดตลาดทางการค้ากับนานาประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆให้เกิดขึ้น และเพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันให้สูงขึ้น ซึ่งเห็นได้จากการที่สหรัฐฯ จัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Area - FTA) กับประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศ และอยู่ในระหว่างการเจรจาทางการค้าทั้งในแบบทวิภาคีและพหุภาคีกับอีกหลายประเทศ
ในปี 2008 นี้ รัฐบาลของประธานาธิบดี George W. Bush ได้พยายามดำเนินการเพื่อรักษาความเป็นผู้นำทางการค้าของโลกต่อไป ซึ่งในช่วงระยะเวลา 7 ปี ที่ ประธานาธิบดี Bush ดำรงตำแหน่งอยู่นั้น สหรัฐฯ มีอัตราการส่งออกขยายตัวถึงร้อยละ 50 ผลส่วนหนึ่งมาจากการที่สหรัฐฯ ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA)
นโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก
สหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือทั้งทางด้านการค้าและยุทธศาสตร์ เป็นอย่างมาก ความสำเร็จจากการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับสิงคโปร์ ออสเตรเลีย ทำให้มูลค่าทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสิงคโปร์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 44 ในปี 2007 ส่งผลให้สิงค์โปร์เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 10 ของสหรัฐฯ ส่วนมูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ และออสเตรเลียก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 28 (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 28 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2007 นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ในระหว่างการเจรจา FTA กับมาเลเซีย และไทยอีกด้วย
สหรัฐฯ พยายามที่จะรักษาสถานะความเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพยายามผลักดันให้เกิดการรวมตัวกันของประเทศในภูมิภาคเพื่อสร้างผลประโยชน์กับตนมาโดยตลอด โดยจะเห็นได้จากการริเริ่มสร้างกรอบความตกลงทางการค้าและการลงทุน TIFAs (Trade and Investment Framework Arrangement) กับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ผลักดันไปสู่การจัดทำ FTA ต่อไป
นโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ ในด้านต่างๆ
ด้านการเกษตร (Agriculture)
สหรัฐฯ ได้พยายามเปิดตลาดสินค้าเกษตรทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อรองรับการส่งออกสินค้าเกษตรของตน ภายใต้การเจรจา FTA ด้านการเกษตรกับหลายประเทศ โดยการสร้างความตกลงว่าด้วย การบังคับใช้มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Agreement on the Application of Sanitary and Phytosaniyary Measures : SPS) ความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Agreement on Technical Barrier to Trade : TBT) ภายใต้องค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) เพื่อให้มั่นใจว่าการนำมาตรการด้าน SPS ด้านกฎระเบียบทางเทคนิค และขั้นตอนการประเมินความสอดคล้องใด ๆ จะไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคที่ไม่จำเป็นต่อการค้าระหว่างประเทศ
ด้านการผลิต(Manufacturing)
สหรัฐฯ เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในตลาดการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโลก ตลาดการค้าต่างประเทศยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ในการขยายโอกาสทางการค้าผู้ผลิตของสหรัฐฯ เลือกที่จะผลิตสินค้าให้มีความหลากหลายทั้งในด้านรูปแบบและราคา นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังพยายามใช้การเจรจาการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) รอบโดฮา ในเรื่องการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม (Non - Agriculture Market Access : NAMA) เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าทั้งในด้านภาษีและมิใช่ภาษีให้ต่ำที่สุด จนถึงไม่มีการเก็บภาษีเลยในหมวดเคมีภัณฑ์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณี ฯลฯ
ด้านการบริการ(Services)
ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญกับภาคบริการเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยร้อยละ 70 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestics Product – GDP) สหรัฐฯ มาจากภาคบริการนั่นเอง นอกจากนี้ภาคบริการยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ
การแสวงหาโอกาสด้านการค้าภาคบริการในตลาดต่างประเทศเป็นเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ โดยการใช้กฎระเบียบของ WTO และการเปิดการเจรจา FTA กับนานาประเทศเป็นตัวผลักดัน ซึ่งจะมีผลทำให้ประเทศคู่เจรจาจะต้องลดอุปสรรคทางการค้าทั้งในด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ ธุรกิจบริการทางการเงิน โทรคมนาคม ฯลฯ สหรัฐฯมีความได้เปรียบเป็นอย่างมากในการค้าภาคบริการนี้
ด้านการลงทุน(Investment)
สหรัฐฯ มีนโยบายที่เปิดกว้างทั้งในการให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ และการลงทุนในตลาดต่างประเทศ สหรัฐฯเชื่อว่าการเปิดให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนจะทำให้เกิดการเพิ่มจำนวนการจ้างงานภายในประเทศ นอกจากนี้รายได้ครึ่งหนึ่งจากการลงทุนในต่างประเทศของสหรัฐฯ ก็จะถูกส่งกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ด้านทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property Rights)
สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการป้องกันและเพิ่มมาตรการดำเนินการกับผู้ที่ละเมิดด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั่วโลก สหรัฐฯ ต้องการให้มีการยกระดับคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสูงกว่าทริปส์ภายใต้องค์การการค้าโลก (TRIPS Plus) และเสนอให้นำกฎหมายอาญาเอาผิดผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานอกเหนือจากกฎหมายแพ่งเนื่องจากสหรัฐฯ ถือเป็นชาติที่มีการคิดค้นและพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก
ด้านแรงงาน(Labor)
สหรัฐฯ ให้ความสำคัญในประเด็นด้านแรงงานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ มีการจัดตั้ง Bureau of International Labor Affairs เพื่อดูแลรับผิดชอบประเด็นด้านแรงงานระหว่างประเทศ โดยสหรัฐฯ ต้องการให้นานาชาติตระหนักถึงสิทธิแรงงานและมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานเด็ก แรงงานอพยพ และแรงงานต้องห้าม โดยผ่านรูปแบบของความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งในกรอบทวิภาคี ภูมิภาค และพหุภาคี นโยบายทางด้านแรงงานของสหรัฐฯ เน้นส่งเสริมการมีงานทำ ปกป้องสิทธิประโยชน์ของแรงงาน เช่น ค่าจ้างแรงงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งเสริมด้านสิทธิแรงงาน ปกป้องคุณภาพชีวิตและความมั่นคงให้กับแรงงานชาวอเมริกัน
ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)
สิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ เพิ่งจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในการเจรจาการค้าทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กฎหมาย Trade Promotion Authority (TPA 2002) เป็นกฎหมายที่กำหนดกรอบ วิธีการและเป้าหมายการเจรจาจัดทำความตกลงระหว่างประเทศด้านการค้าของสหรัฐฯ ประเทศที่จัดทำเขตการค้าเสรีกับสหรัฐฯ ต้องไม่ละเลยที่จะบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมของตนอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อแสวงหาช่องทางทางการค้าแก่สินค้า บริการและเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ท่านสามารถหาข้อมูล The President ‘s Trade Policy Agenda เพิ่มเติมได้ที่http://www.ustr.gov/assets/Document_Library/Reports_Publications/2008/2008_Trade_Policy_Agenda/asset_upload_file490_14556.pdf
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน