ปัญหาวิฤตสถาบันการเงินสหรัฐฯ (3)

     1. เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 51 ปธน.บุช ประกาศแผนการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯ (bailout plan) กระตุ้นให้รัฐสภาอนุมัติร่างกฎหมายเพื่ออนุมัติให้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินที่ขาดสภาพคล่อง โดยจะใช้เงินจำนวน 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา เพื่อให้สถาบันการเงินเหล่านั้นสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยปธน. บุชได้ย้ำว่า ความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะไม่ปกติ (extraordinary economic period) ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือครั้งนี้จะไม่ได้เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นการรักษาระบบการเงินของประเทศโดยรวม ซึ่ง ปธน. บุชหวังว่า รัฐสภาจะผ่านร่าง พรบ. ดังกล่าวในโอกาสแรก เพื่อป้องกันมิให้เศรษฐกิจสหรัฐ ฯ เสียหายมากยิ่งขึ้น

     2. เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 51 ปธน.บุช ได้เรียกประชุมฉุกเฉินในเรื่องนี้ระหว่างผู้นำทางการเมืองระดับสูงของสหรัฐ ฯ ทั้งจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร และได้เชิญ Sen. Obama (D-IL) และ Sen. McCain (R-AZ) เข้าร่วมด้วยเพื่อหารือเกี่ยวกับรายละเอียดของ ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจฉุกเฉิน (Emergency Economic Stabilization Act of 2008:EESA) ซึ่งทั้งสองพรรคต่างเห็นว่าการผ่านกฎหมายครั้งนี้มีความจำเป็น โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะอำนาจ รมว.ก.คลังสหรัฐฯ ในการจัดซื้ออสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สิน ในรูปอื่นได้ภายใต้จำนวนเงิน 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ การหารือได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นระหว่างวันที่ 25-28 ก.ย. 51 ระหว่าง ปธน.สหรัฐ ฯ ผู้นำระดับสูงของวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ฯ โดยมีข้อเสนอในเบื้องต้น ดังนี้ 
           2.1  การจัดสรรเงินงบประมาณในส่วนนี้จะแบ่งเป็น 3 ส่วน 
                 (1) 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  จะพร้อมให้ รมว.ก.คลังสหรัฐ ฯ บริหารในการจัดซื้อหนี้เสียได้ทันที  
                 (2) 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  จะจัดสรรไว้โดยการขออนุมัติจะพิจารณาเป็นรายกรณีตามแต่
                      รมว.ก.คลังจะร้องขอ และจะต้องได้รับการอนุมัติจาก ปธน.สหรัฐ ฯ ด้วย และ
                 (3) ในส่วน 350,000 ล้านดอลลาร์ที่เหลือนั้น จะต้องได้รับอนุมัติจากรัฐสภาสหรัฐ ฯ (congressional joint resolution)
           2.2 ร่าง พ.ร.บ. EESA ระบุให้ รมว.ก.คลังแปรรูป (modify) หนี้ที่มีปัญหาเพื่อช่วยครอบครัวชาวอเมริกันมิให้สูญเสียที่อยู่อาศัย และได้ขอให้หน่วยงานภาครัฐ (federal agencies) ที่เกี่ยวข้องแปรรูปหนี้ที่อยู่ในความดูแลของตนด้วย และผลกำไรที่ได้รับบางส่วนจะเข้าร่วมกองทุนสำหรับการจัดซื้อที่พักอาศัย (affordable-housing fund)
           2.3  ร่าง พ.ร.บ. EESA ระบุด้วยว่า บริษัทที่จะเข้าร่วมจะต้องสูญเสียประโยชน์ทางภาษีบางประการ (tax benefits) และในบางกรณีอาจจะจำกัดรายได้ของผู้บริหารระดับสูง
           2.4 ร่าง พ.ร.บ.นี้จะจัดตั้ง Oversight Board เพื่อตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณซึ่งจะรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐ ฯ ทุก ๆ 30 วันขณะเดียวกันได้จัดตั้งผู้ตรวจการพิเศษ (Inspector-General) เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณในทางไม่ถูกต้อง

     3. เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 51 ปธน.สหรัฐ ฯ ได้แถลงการณ์ในช่วงเช้าอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอให้รัฐสภาสหรัฐ ฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.ซึ่งมีสาระสำคัญตามนัยข้อ 2 ในโอกาสแรก โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า ร่าง พ.ร.บ.ของ ก.คลังและธนาคารกลางสหรัฐ ฯ จะช่วยกอบกู้เสถียรภาพให้กับระบบโครงสร้างสถาบันการเงินของสหรัฐ ฯ

     4. อย่างไรก็ดี ในช่วงบ่ายของวันที่ 29 ก.ย. 51 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ฯ ไม่เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. EESA ด้วยคะแนน 228 ต่อ 205 ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารสหรัฐ ฯ ต้องการคะแนนเสียง 218 เสียงเพื่อจะให้ร่าง ก.ม.ฉบับนี้ได้รับการรับรองจากรัฐสภาสหรัฐ ฯ อนึ่ง ร้อยละ 60 ของ ส.ส.พรรคเดโมแครตลงคะแนนเสียงสนับสนุนร่างพ.ร.บ. ขณะที่มีเพียงร้อยละ 30 ของ ส.ส.พรรครีพับลิกันที่ลงคะแนนเสียงสนับสนุนในเรื่องนี้ ปธน.สหรัฐ ฯ ได้ออกมาแสดงความผิดหวัง และแจ้งว่า ตนจะพบกับคณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของตนเพื่อพิจารณาเรื่องการดำเนินการในชั้นต่อไป รวมทั้งหารือกับผู้นำของฝ่ายรัฐสภา โดยพรรครีพับลิกันจะปรับปรุงร่าง ก.ม.และจะนำกลับเข้าพิจารณาใหม่

     5. สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอสรุปความเคลื่อนไหวอื่นเพิ่มเติม ดังนี้
         5.1 สืบเนื่องจากที่สภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบต่อร่าง พ.ร.บ. ตามนัยข้อ 4 ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นเป็นอย่างมาก โดยดัชนี Dow Jones ลดลง 778 จุดซึ่งคิดร้อยละ 7 และดัชนี หุ้น Nasdaq Composite ลดลงร้อยละ 9.1 ซึ่งจัดว่ามากที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายเมื่อ 11 ก.ย. ค.ศ.2001
        5.2 ในเรื่องนี้ ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจต่อนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินในครั้งนี้ โดยส่วนหนึ่งเกรงว่าเงินภาษีของตนจะถูกนำไปใช้ในการช่วยเหลือผู้บริหารสถาบันการเงินที่ Wall Street ซึ่งเป็นผู้ก่อปัญหามากกว่าที่จะเป็นการช่วยกอบกู้ ความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
        5.3 เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 51 บ.JP Morgan Chase & Co ได้เข้าซื้อกิจการด้านการธนาคาร (banking unit) ของ Washing Mutual Inc. โดยจะให้เงินกู้จำนวน 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในวันนี้ (29 ก.ย.51) บ. Citi Group จะเข้าซื้อกิจการของธนาคาร Wachovia ซึ่งเป็นอีกธนาคารใหญ่อีกแห่งหนึ่งของสหรัฐ ฯ ที่ประสบปัญหา
        5.4  อนึ่ง ตามรายงานของ Washington Post ผลสำรวจคะแนนความนิยมของผู้สมัครชิงตำแหน่งปธน.สหรัฐฯ ณ วันที่ 24 ก.ย. 51 จัดทำโดย ABC News พบว่า คะแนนความนิยมในภาพรวม ของ Sen. Barack Obama (D-IL) นำ Sen. McCain อยู่ที่ร้อยละ 52 ต่อ 43 ส่วนคะแนนความนิยมในเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของ Sen. Obama นำ Sen. McCain (R-AZ) อยู่ที่ร้อยละ 57 ต่อ 33 และประชาชนกว่าร้อยละ 53 ให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจคราวก่อนถึงร้อยละ 12

****************************************

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน 
กันยายน 2551 
You are here:  
Skip Navigation Links

Royal Thai Embassy, 1024 Wisconsin Ave., N.W. Washington D.C. 20007
Tel. (202) 944-3600  Fax. (202) 944-3611