|
ปัญหาวิฤตสถาบันการเงินสหรัฐฯ (2)
1. การดำเนินการของรัฐบาลสหรัฐ ฯ และการพิจารณาของรัฐสภาสหรัฐ
ฯ
1.1 เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 51 ก.คลังสหรัฐ ฯ ได้เสนอกฎหมายไปยังรัฐสภาสหรัฐ
ฯ เพื่อขออำนาจในการออกหุ้น (securities) เพื่อช่วย (finance) อสังหาริมทรัพย์ที่ประสบปัญหาเป็นจำนวนไม่เกิน
700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการจัดซื้อดังกล่าวจะเน้นการซื้ออสังหาริมทรัพย์จำนองที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยและอาคารเชิงพาณิชย์เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงิน
โดยอำนาจในการพิจารณาในการช่วยอสังหาริมทรัพย์ใดนั้นอยู่ในดุลพินิจของ รมว.คลังสหรัฐ
ฯ ซึ่งจะหารืออย่างใกล้ชิดกับผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ
ทั้งนี้ อสังหาริมทรัพย์ที่จะเข้าข่ายที่จะได้รับการพิจารณาจะต้องเริ่มกระบวนการธุรกรรมก่อนวันที่
17 ก.ย. 51 และสถาบันการเงินที่จะเข้าร่วมได้จะต้องมีการประกอบการขนาดใหญ่ในสหรัฐ ฯ
ทั้งนี้ เงื่อนไขดังกล่าวของคุณสมบัติของอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินที่จะสามารถเข้าร่วมโครงการอาจปรับขยายให้ครอบคลุมให้กว้างขึ้น
โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ฯ
อนึ่ง ก.คลังสหรัฐ ฯ จะมอบให้ บ.บริหารอสังหาริมทรัพย์เอกชนเป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว
โดยงบประมาณในการดำเนินมาตรการข้างต้นจะมาจากงบทั่วไป (general fund) ของ ก.คลังสหรัฐ
ฯ และอำนาจดังกล่าวข้างต้นจะมีระยะเวลาเพียง 2 ปี
1.2 เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 51 Senator Christopher J. Dodd (D-CT)
ประธานของ Committee on Banking, Housing, and Urban Affairs ของวุฒิสภาของสหรัฐ ฯ
ได้ขอให้มีการปรับแก้ไขร่าง กม. ที่เสนอโดย รมว.ก.คลังในบางประเด็น โดยได้ให้ข้อคิดเห็นใน
2 ประเด็นหลัก คือ ความโปร่งใสและ ความน่าเชื่อถือ และการให้ความช่วยเหลือผู้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ต่าง
ๆ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การปรับปรุงประเด็นด้านความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ดังนี้
- เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบ (Oversight
Board) เพื่อมิให้เป็นการตัดสินใจของ รมว.ก.คลังแต่เพียงผู้เดียว
- ขอให้มีความโปร่งใสของแผนการช่วยเหลือสถาบันการเงินและชำระหนี้เสียข้างต้น
- ขอให้ปรับปรุงการรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐ ฯ โดยขอให้มีการรายงานต่อรัฐสภาสหรัฐฯ
ทุกเดือนแทนที่จะเป็นรายงานราย 6 เดือน
- ลดประเด็นเรื่องความขัดแย้งกันทางผลประโยชน์
โดยวุฒิสภาเห็นว่า ข้อเสนอของ ก.คลังที่จะให้บริษัทเอกชนเข้ามาบริหารหนี้เสียข้างต้น
แต่บริษัทเหล่านี้บางบริษัท ได้แก่ PIMCO และ Blackrock เกี่ยวโยงอย่างมากกับหนี้เสียข้างต้น
จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องกำหนดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์
1.3 เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 51 Rep. Barney Frank (D- Mass) ประธาน
Financial Services Committee ของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ฯ ได้แถลงเห็นด้วยกับข้อเสนอ
Oversight Board ของ Sen. Dodd
1.4 ขณะนี้ สมาชิกรัฐสภาสหรัฐ ฯ มีความเห็นแตกต่างกันต่อร่าง กม.ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ
เสนอเพื่อให้เงินช่วยเหลือ (bailout) ต่อสถาบันการเงินของสหรัฐฯ โดยฝ่ายบริหารพยายามผลักดันให้รัฐสภาสหรัฐฯ
ให้ความเห็นชอบต่อร่าง กม.นี้ภายในวันศุกร์ที่ 26 ก.ย. 51 ตามที่ฝ่ายบริหารของสหรัฐ
ฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ และฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ได้เตือนรัฐสภาสหรัฐฯ ว่า หากไม่ให้ความเห็นชอบภายในวันศุกร์ที่
26 ก.ย. 51 นี้ อาจจะมีผลเสียที่รุนแรงเกิดขึ้น ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ทั้งของพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันมีความกังวลว่าแผนการใช้เงิน
700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนไปอุ้มสถาบันการเงิน นั้น
จะเหมาะสมหรือไม่และแผนงานดังกล่าวจะบรรลุผลสำเร็จหรือไม่
1.5 กล่าวโดยสรุปแล้ว ประเด็นที่รัฐสภาสหรัฐ ฯ กำลังเจรจากับฝ่ายบริหารสหรัฐ
ฯ เกี่ยวกับร่าง กม.นี้ นั้น เป็นการเจรจาเกี่ยวกับ “อำนาจ (power)” ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงิน
6 ประการ คือ
1.5.1 Buying Power ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของร่าง
กม.ฉบับนี้ คือ การให้อำนาจ ก.คลัง สหรัฐ ฯ ใช้การใช้เงิน 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ฯ ในการเข้าซื้อทรัพย์สินและช่วยเหลือสถาบันการเงิน ฯ
1.5.2 Managing Power ก.คลังจะจัดบริษัทจัดการสินทรัพย์จากภาคเอกชนเพื่อบริหารสินทรัพย์ต่าง
ๆ
1.5.3 Global Power ร่าง กม.ฉบับนี้มีข้อบทที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐ
ฯ ในการซื้อสินทรัพย์จากสถาบันการเงินในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก
1.5.4 Pay Power พรรคเดโมแครตประสงค์ให้มีข้อจำกัด
(restrictions) ในการจ่ายเงินให้แก่ฝ่ายบริหารของสถาบันการเงิน
1.5.5 Equity Power พรรคเดโมแครตต้องการให้รัฐบาลถือหุ้นในสถาบันการเงินที่รัฐบาลกลางให้เงินช่วยเหลือ
1.5.6 Oversight Power ในร่าง กม.ฉบับนี้
ก.คลังสหรัฐ ฯ ไม่ค่อยมีช่องทางที่เปิดให้รัฐสภาสหรัฐ ฯ ได้ตรวจสอบ (oversight) การดำเนินมาตรการต่างๆ
ตามร่าง ก.ม. ฉบับนี้ โดยระบุเพียงให้รัฐบาลรายงานต่อรัฐสภา ฯ ปีละ 2 ครั้ง พรรคเดโมแครตต้องการให้เพิ่มอำนาจการตรวจสอบ
(oversight power) ให้มากขึ้น
2. ปฏิกิริยาจากกลุ่มประเทศ G-7
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 51 รมว.ก.คลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ
G7 (ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ฯ) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมภายหลังจากการประชุมเมื่อ
22 ก.ย.51 เพื่อหารือเรื่องตลาดการเงินโลก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- ย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศและช่วยให้ตลาดสามารถดำเนินต่อไปได้
- ยินดีต่อการดำเนินการและมาตรการต่าง ๆ ที่สหรัฐ ฯ ได้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมเสถียรภาพของตลาดการเงินและเพื่อลดความกังวลของตลาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการที่จะแก้ปัญหาหนี้เสีย (illiquid assets) ที่ทำให้ตลาดไม่มีเสถียรภาพ
ขณะเดียวกัน
- ยินดีที่กลุ่มประเทศ G-7 ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงินของตนเช่นเดียวกัน
โดยการประสานงานเพื่อลดแรงกดดันในเรื่องเงินทุนไหลเวียนในการพยุงตลาดซึ่งมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาความเคลื่อนไหวต่าง
ๆ ในตลาดการเงินโลกด้วย โดยหน่วยงานควบคุมดูแลที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการในการป้องกันการปัญหาการปั่นตลาด
(market manipulation) และรักษาเสถียรภาพของตลาดไว้ได้ ซึ่งรวมถึงการห้ามการจำหน่ายหุ้นการเงินระยะสั้น
- ตระหนักถึงความสำคัญของการทำให้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นนำนักลงทุนกลับสู่ตลาดที่มีความมั่นคงมากขึ้น
โดยย้ำว่า จะปฏิบัติตามข้อเสนอของ Financial Stability Forum (FSF)
3. ปฏิกิริยาต่อตลาดการเงิน
3.1 บริษัท Goldman Sachs และ บริษัท Morgan Stanley ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนจากการเป็นบริษัทวาณิชธนกิจ
เป็นธนาคารพาณิชย์ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบการควบคุมที่เข้มข้นขึ้นตามกฎระเบียบของสหรัฐฯ
ที่ควบคุมธนาคารพาณิชย์มากกว่าสถาบันการเงินเพื่อการลงทุน และ Morgan Stanley ได้ขายหุ้นจำนวนร้อยละ
20 ให้กับ Mitsubishi UFJ Financial Group
3.2 ผลจากการที่วงการต่างๆ รวมทั้งตลาดการเงินของสหรัฐฯ
ยังมีข้อกังวลว่า ร่าง กม.และแผนการใช้เงิน 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะแก้ไขวิกฤตการณ์ของสถาบันการเงินได้หรือไม่มีผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐ
มีค่าอ่อนตัวลงและทำให้ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้น โดยค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงิน
ยูโรจาก 1 ยูโรเท่ากับ 1.4474 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ก.ย. มาเป็น 1.4839
ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 51 ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาด New York Mercantile
Exchange ขยับขึ้น 16.37 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นบาร์เรลละ 120.92 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่
22 ก.ย. 2551 ซึ่งถือเป็นการขยับขึ้นของราคาน้ำมันดิบภายใน 1 วันที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์
*************************************
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน
กันยายน 2551
You are here:
|