ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินของสหรัฐฯ (1)

          สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอประมวลรายงานปัญหาวิกฤตสถาบันทางการเงินของสหรัฐฯ และบทบาทของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนี้
1. ปัญหาวิกฤตสถาบันการเงิน
     1.1 ปัญหาวิกฤตของสถาบันการเงินของสหรัฐ ฯ มีมูลเหตุสำคัญมาจากการที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทวาณิชธนกิจ และสถาบันการเงินหลายแห่งได้ปล่อยกู้จำนวนมหาศาลให้กับผู้กู้ที่ไม่ qualified โดยเฉพาะสินเชื่อซับไพรม์ (Subprime)  ในช่วง”ฟองสบู่” ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐระหว่างปี 2001-2006 ภาวะoversupply ของอสังหาริมทรัพย์ (ซึ่งทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกลงอย่างมาก) และการปรับอัตราดอกเบี้ยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สภาวะดังกล่าวเป็นต้นเหตุให้ธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหาหนี้เสียเป็นจำนวนมหาศาลและขาดสภาพคล่องจนต้องประสบภาวะล้มละลายหรือทำให้ทางการต้องเข้ามาแทรกแซง เช่น IndyMac, First National Bank of Nevada และ First Heritage Bank of Newport Beach เป็นต้น
     1.2  สถาบันทางการเงินที่ประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่
           (1) เมื่อเดือน มี.ค. 51 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือ แก่ บ. Bear Stearns โดยการให้เงินทุนฉุกเฉิน (emergency funds) จำนวน 29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ผ่าน บ. JP Morgan Chase
           (2) เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2551 นาย Henry Paulson รมว.คลังของสหรัฐฯ ได้แถลงเรื่องรัฐบาลสหรัฐ ฯ ตัดสินใจเข้าควบคุมกิจการ บ. Fannie Mae และ บ.Freddie Mac โดยจะนำสถาบันทั้งสองเข้าสู่แผนพิทักษ์กิจการ (conservatorship) และให้เงินทุนกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สถาบันการเงินทั้งสองเป็นบริษัทค้ำประกันสินเชื่อที่พักอาศัยที่รับค้ำประกันสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐ ฯ กว่าครึ่งหนึ่งของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของประเทศ 
           (3) เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2551 บ. Lehman Brothers ได้ยื่นเรื่องขอประกาศการล้มละลายต่อศาลล้มละลายใน นครนิวยอร์กหลังจากที่ความพยายามในการหาผู้เข้าซื้อกิจการ บ.Lehman Brothers ในวันที่ 14 ก.ย. 51 ประสบความล้มเหลว
           (4) Bank of America เข้าซื้อกิจการ บ. Merrill Lynch ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจที่ใหญ่เป็นลำดับ 3 ของสหรัฐฯ ในวงเงินกว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ
           (5)  เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 51 ธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ได้ตกลงให้เงินกู้ฉุกเฉินแก่ บ. AIG ซึ่งเป็นบริษัทประกันที่ใหญ่ที่สุดในโลกจำนวน 85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
           (6) เมื่อวันที่ 17 ก.ย.51 Washington Mutual Fund ได้ประกาศขายกิจการ และ บ. Morgan Stanley และ ธ. Wachovia เริ่มเจรจาในเรื่องการรวมกิจการ

2.   มาตรการด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกับการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ
     2.1 สืบเนื่องจากปัญหาซับไพรม์ ในช่วงเดือน ก.ย. 2550 ถึง มิ.ย. 2551 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารพาณิชย์อย่างต่อเนื่องเพื่อลดภาระให้กับผู้กู้ รวมทั้งเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ โดยปรับลดลงจากร้อยละ 4.75 เหลือร้อยละ 2 รวมทั้งได้ให้เงินคืนภาษีผ่านกรมสรรพากรแก่ครอบครัวที่มีรายได้ต่อปีต่ำเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย
     2.2 มาตรการที่สำคัญที่รัฐบาลสหรัฐ ฯ กำลังดำเนินการเพื่อแก้ไขวิกฤตสถาบันการเงินในขณะนี้ อาจสรุปได้ ดังนี้
          (1) เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 51 ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศขยายวงเงินกู้และค้ำประกันของโครงการต่าง ๆ
               หลายโครงการ เช่น Primary Dealer Credit Facility (PDCF) และ Terms Securities Lending Facility เป็นต้น
          (2) เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 51 ธนาคารได้แถลงว่าได้หารือกับ ก.คลังสหรัฐ ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์
               และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (U.S. Securities and Exchange Commission -- SEC ) อย่างใกล้ชิด รวมทั้ง
               ได้หารือกับธนาคารกลางและหน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันการเงินของประเทศอื่น ๆ เพื่อติดตามสถานการณ์
               ของสถาบันการเงินสหรัฐ ฯ อย่างใกล้ชิด
          (3) เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 51 ธนาคารกลางสหรัฐเข้าควบคุมกิจการและให้เงินกู้ 85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ บ. AIG
          (4) เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 51 ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศรักษาอัตราดอกเบี้ย Federal Fund Rate ไว้ที่อัตราร้อยละ 2
          (5) เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 51 ก.คลังสหรัฐ ฯ ได้ประกาศแผน Supplementary Financing Programs ซึ่งมีการออกพันธบัตร
               เพื่อระดมเงินให้ธนาคารกลางสหรัฐ เพื่อใช้ดำเนินตามมาตรการต่าง ๆ
     2.3 เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 51 ปธน.บุช ได้แถลงย้ำว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงสามารถทัดทานการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในตลาดภาคการเงินได้เป็นอย่างดี และชื่นชมบทบาทของ ก.การคลัง และธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ในการส่งเสริมเสถียรภาพของตลาดการเงิน อย่างไรก็ดี แสดงความเสียใจต่อความล้มเหลวของกิจการสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่และผู้ได้รับผลกระทบที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับได้ให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะจำกัดมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ ฯ ในวงกว้าง และจะดึงความเชื่อมั่นให้กลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจ
     2.4 ในวันเดียวกัน (15 ก.ย. 51) นาย Paulson รมว.คลังสหรัฐฯ ได้แถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐ ฯ กรณี บ. Lehman Brothers โดยได้ย้ำว่าประชาชนอเมริกันยังคงสามารถเชื่อมั่นในโครงสร้างของระบบสถาบันทางการเงินของสหรัฐฯ ว่ายังคงมีความมั่นคง (sound) และมีศักยภาพในการปรับตัวเพื่อตอบรับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ มูลเหตุของปัญหาเชื่อว่าเกิดมาจากวิกฤติอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างระบบกฎหมายกำกับสถาบันการเงินของสหรัฐ ฯ ที่ล้าสมัย โดยกฎหมายปัจจุบันมิได้ให้อำนาจธนาคารกลางที่จะบริหารจัดการสถาบันการเงินลักษณะเดียวกับ บ.Lehman Brothers ซึ่งมิได้เป็นธนาคารพาณิชย์ เป็นอุปสรรคประการหนึ่งของธนาคารกลางในการกำกับดูแลสถาบันการเงินเหล่านั้น อย่างไรก็ดีหากจำเป็นต้องรอการผ่านกฎหมายใหม่ของรัฐสภาสหรัฐฯ อาจจะไม่ทันกาล ดังนั้น ธนาคารกลางจะร่วมมือกับหน่วยงานกำกับสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น Securities and Exchange Commission (SEC) และ Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) ในการแก้ปัญหาภายใต้ขอบเขตของกฎหมายปัจจุบันที่ได้ให้อำนาจแก่องค์กรทั้งสามไว้
     2.5 เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 51 นาย David McCormick, Under Secretary for International Affairs, Treasury Department ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์ที่ Brookings Institution แทนนาย Paulson รมว.คลังสหรัฐ ฯ ภายใต้หัวข้อ “the Future of Consumer Payments: An Initiative on Business and Public Policy Discussion” ซึ่งได้มีกล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ ในภาพรวม และกรณีการล้มละลายของ บ. Lehman โดยย้ำท่าทีของรัฐบาลสหรัฐ ฯ ในเรื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ฯ ปัจจุบันประสบปัญหาท้าทายในหลายประการทั้งจากตลาดเงินทุน และราคาน้ำมันสูง แต่ปัจจัยสำคัญ คือ ปัญหาวิกฤตของอสังหาริมทรัพย์ที่มีต่อสถาบันการเงินและตลาดการเงินสหรัฐ ฯ อย่างไรก็ดี ก.คลังสหรัฐ ฯ ได้ดำเนินการในเรื่องนี้หลายประการรวมถึงการสนับสนุนการจัดตั้ง Hope Now Alliance เมื่อเดือน ต.ค. 50 ซึ่งได้ช่วยให้เจ้าของบ้านกว่า 2 ล้านคนไม่ให้ถูกยึด และย้ำความสำคัญของบทบาทของ Government Sponsored Enterprises (GSEs) (ซึ่งจัดตั้งโดยรัฐสภาสหรัฐ ฯ) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ Fannie Mae และ Freddie Mac ในการสนับสนุนตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยจากเหตุวิกฤตปัญหาอสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐ ฯ โดยเฉพาะTreasury Department และ Federal Housing Finance Agency มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในการให้ความช่วยเหลือเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด

3. ปฏิกิริยาจากผู้สมัครชิงตำแหน่ง ปธน.สหรัฐฯ
     3.1  Sen. John McCain ผู้สมัครชิงตำแหน่งปธน. สหรัฐ พรรครีพลับลิกันกล่าวในการหาเสียงที่มลรัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 51 ว่าโครงสร้างพื้นฐานระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง และเห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากปัญหาความไม่โปร่งใสในวอลสตรีท และรัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว นอกจากนี้  เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 51 ได้เสนอให้ปฏิรูปสถาบันการเงินของสหรัฐ ฯ และให้มีกฎหมายที่จะเพิ่มความยุติธรรม รวมทั้งได้เสนอให้จัดตั้ง Commission เพื่อพิจารณาปัญหาวิกฤตนี้
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ท่าทีของนาย McCain นั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล ปธน.บุช ที่เน้นการผ่อนความเข้มงวดในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (deregulate) และไม่ค่อยเห็นด้วยกับการออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเพื่อการกำกับดูแลบริษัทวาณิชธนกิจ
     3.2  Sen. Barack Obama ผู้สมัครชิงตำแหน่งปธน. สหรัฐ พรรคเดโมแครต เห็นว่ารัฐบาลควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลบริษัทวาณิชธนกิจ บริษัทโบรกเกอร์และเฮ็จฟันด์ ในระดับที่เดียวกับความเข้มงวดในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ และได้ย้ำแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของตน (stimulus plan) และการมีมาตรการคุ้มครองเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (homeowners) และในระยะยาวเสนอให้ปรับปรุงกฎระเบียบที่กำกับดูแลตลาดการเงินซึ่งรวมถึงการเสนอให้จัดตั้งคณะที่ปรึกษา (advisory panel) เพื่อรายงานให้ ปธน.ทราบเป็นระยะ ๆ

4. ปฏิกิริยาและข้อวิเคราะห์จากวงการต่าง ๆ ต่อผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
     4.1 การเข้าควบคุมกิจการสถาบันการเงินดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของรัฐบาล ปธน. บุช ที่เชื่อมั่นในแนวความคิดของกลไกตลาดเสรี (Free market) และได้คลายความเข้มงวดของกฎระเบียบในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (deregulate) นสพ. Washington Post กล่าวว่า ความล้มเหลวของ บ.Fannie Mae และ บ.Freddie Mac ทำให้ความเชื่อมั่นในกลไกตลาดเสรีของรัฐบาล ปธน.บุช สั่นคลอน ซึ่งในที่สุด ก.คลังของสหรัฐฯ จำต้องเข้าไปประคองและเข้าดำเนินกิจการของสถาบันการเงินอย่าง บ.Fannie Mae และ บ.Freddie Mac ขณะเดียวกัน นสพ. Financial Times กล่าวว่าเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินโดยรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในโลก และแสดงให้เห็นข้อผิดพลาดของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ผ่านมาของรัฐบาล ปธน.บุช และชี้ให้เห็นว่านับจากนี้ รัฐบาลสหรัฐ ฯ ควรจะต้องควบคุมกำกับกิจการสถาบันการเงิน โดยเฉพาะพฤติกรรมของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ ให้มีความเข้มงวดมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา  
     4.2 สืบเนื่องจากเหตุการณ์การยื่นคำขอล้มละลายของ บ. Lehman Brothers และผลกระทบที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ เชื่อว่า นาย Paulson รมว.คลังของสหรัฐ ฯ จะผลักดันพิมพ์เขียว (Blueprint) ของตนในการปรับโครงสร้างของระบบการเงินของสหรัฐ ฯ โดยรัฐสภาสหรัฐ ฯ มีแผนที่จะพิจารณาร่างพิมพ์เขียวดังกล่าวในปีหน้า ทั้งนี้ ที่ผ่านมา บริษัททางการเงินของสหรัฐ ฯ สามารถเติบโตภายใต้กฎข้อบังคับที่ไม่มากนัก (few restrictions) และที่ผ่านมา กลต.ของสหรัฐฯ จะเน้นปกป้องผู้ลงทุนมากกว่าป้องกันการล้มละลายของธนาคาร ในขณะที่ธนาคารกลางของสหรัฐ ฯ มีอำนาจน้อยมากในการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์
     4.3 เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 51 ธนาคารกลางของหลายประเทศ ได้แก่ European Central Bank, Bank of Japan, Bank of England, Bank of Canada และ Swiss National Bank ได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่า จะร่วมมือกับธนาคารกลางของสหรัฐในการให้เงินกู้ระยะสั้นให้กับสถาบันการเงินในประเทศตน ขณะเดียวกันรัฐบาลรัสเซียได้ประกาศที่จะอัดฉีดเงินจำนวน 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าตลาดการเงินของรัสเซียเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดด้วย
     4.4 สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สื่อมวลชนหลายแขนง (แม้กระทั่งสถานีโทรทัศน์ที่สนับสนุนท่าทีของรัฐบาล เช่น FoxNews) ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แสดงความไม่พอใจต่อการแก้ปัญหาของธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เงินภาษีราษฎรในการกู้เสถียรภาพของตลาด

5. ข้อคิดเห็นและข้อวิเคราะห์
     5.1 วิกฤตการณ์ของสถาบันการเงินของสหรัฐ ฯ หลายแห่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตการณ์ของระบบการเงินของสหรัฐ ฯ ที่มีจุดเริ่มต้นจากกรณีซับไพรม์ โดยสาเหตุส่วนใหญ่ของสถาบันการเงินที่ประสบวิกฤตนั้น ได้มีธุรกรรมที่เกี่ยวกับซับไพรม์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น การตั้งบริษัท Broker ขึ้นมาดำเนินกิจการซับไพรม์
     5.2 ผลกระทบที่สำคัญของวิกฤตการณ์ต่อเศรษฐกิจโลก
           5.2.1 ระยะสั้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงินของสหรัฐและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดการเงินทั่วโลก
           5.2.2 วิกฤตการณ์ของสถาบันการเงินในสหรัฐ ฯ จะมีผลกระทบมากต่อประเทศที่มีธุรกรรมทางการเงินและต่อประเทศที่มีสาขาของสถาบันการเงินเหล่านั้นตั้งอยู่ เช่น ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบมากโดยจะมีผลได้ต้นทุนของสินเชื่อ (credit cost) ในตลาดเงินยุโรปสูงขึ้น และการที่สาขาของสถาบันการเงินสหรัฐ ฯ บางแห่งในยุโรปต้องปิดตัวลงอาจก่อให้เกิดการว่างงานขึ้นในภาคการเงินยุโรป
           - บ. Lehman Brothers มีธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงินญี่ปุ่นหลายแห่ง เช่น Aozora Bank และ Mizuho Corporate Bank
           - ผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้างทั่วโลกอีกประการหนึ่ง ได้แก่ การที่ธนาคารและสถาบันการเงินหลายแห่งในประเทศต่าง ๆ ชะลอหรือระงับการให้เงินกู้ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องในตลาดการเงินของโลก
           5.2.3 ผลกระทบของวิกฤตการณ์ของสถาบันการเงินต่อเศรษฐกิจไทย
           - มีผลกระทบให้ดัชนีตลาดหุ้นของไทยปรับตัวลงอย่างมากซึ่งเป็นไปตามกระแสตลาดหุ้นทั่วโลก
           - มีผลกระทบโดยตรงต่อสถาบันการเงินและภาคการเงินของไทยซึ่งเป็นประเด็นที่จะต้องติดตามต่อไป ในกรณีของ บ. Lehman Brothers มีธุรกรรมทางการเงินกับประเทศไทยไม่มากนัก แต่อาจมีผลกระทบในทางจิตวิทยาบ้าง หากบริษัท ฯ จะขายอสังหาริมทรัพย์และหุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกมากซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะพิจารณาข้อมูลของธุรกรรมที่บริษัทดำเนินการกับบริษัทไทยโดยละเอียดเพื่อจักได้ประเมินผลกระทบได้ชัดเจน ส่วนกรณีของบริษัท AIG นั้น อาจจะไม่มี
ผลกระทบต่อ AIA ในประเทศไทยเนื่องจากมีการดำเนินกิจการที่แยกส่วนกันดังนั้นวิกฤตการณ์ของ AIG นั้น จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อบริษัท AIA ในประเทศไทย
           - ผลกระทบในระยะต่อไป หากสหรัฐ ฯ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ก็จะลุกลามเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งกระทบต่อสภาพคล่องและเสถียรภาพของตลาดการเงินในภาพรวม ตลอดจนส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยและประเทศต่าง ๆ
           - ในส่วนของไทย นสพ.มติชน ลว. 15 ก.ย. 51 ซึ่งอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายบัณฑิต   นิจถาวร  รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพการเงิน ธปท. คาดว่า ปัญหาที่เกิดกับ บ. Lehmans Brothers จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยในวงจำกัด ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลในเบื้องต้น การทำธุรกิจระหว่าง บ. Lehman Brothers กับธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง มีขนาดธุรกรรมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยเมื่อเดือน ก.ค. 51 การทำธุรกรรมโดยตรงทั้งการปล่อยกู้และการลงทุนรวม 4.3 พันล้านบาท ต่ำกว่าตัวเลขการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทซีดีโอก่อนหน้านั้นและมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนในต่างประเทศของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบ ทั้งนี้ สำหรับผลกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายที่นักลงทุนต่างประเทศผ่องถ่ายหรือโยกย้ายจากภูมิภาคเอเชียกลับสหรัฐ ฯ และเหตุที่เกิดขึ้น อาจเป็นชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินต่างประเทศมีปัญหาและอยู่ในช่วงปรับตัว หากใช้เวลานานก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจและสินเชื่อ และในที่สุดจะกระทบต่อการส่งออกของไทย หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงรวมถึงสภาพคล่องจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน

 

**************************************

 


สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน
กันยายน 2551

You are here:  
Skip Navigation Links

Royal Thai Embassy, 1024 Wisconsin Ave., N.W. Washington D.C. 20007
Tel. (202) 944-3600  Fax. (202) 944-3611